thansettakij
ยักษ์ผู้ผลิตชิปเบอร์ 1 โลกถกบีโอไอสร้างซัพพายเชนปั้นเมดอินไทยแลนด์

ยักษ์ผู้ผลิตชิปเบอร์ 1 โลกถกบีโอไอสร้างซัพพายเชนปั้นเมดอินไทยแลนด์

04 ก.พ. 2569 | 05:23 น.
อัปเดตล่าสุด :04 ก.พ. 2569 | 05:43 น.

ผู้ผลิตชิปเบอร์ 1 ของโลกหารือบีโอไอสร้างซัพพายเชนปั้นเมดอินไทยแลนด์ มุ่งพัฒนาและยกระดับความสามารถของผู้ผลิตไทยที่มีศักยภาพให้เข้าสู่อุตสาหกรรม

KEY

POINTS

  • ASML ผู้ผลิตเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ที่สุดของโลก หารือกับ BOI เพื่อสร้างและขยายเครือข่ายซัพพลายเชนในประเทศไทย
  • ASML สนใจถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ เพื่อยกระดับผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศให้เข้าสู่อุตสาหกรรมเครื่องจักรเทคโนโลยีขั้นสูง
  • ความร่วมมือนี้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ และผลักดันให้เกิดการผลิตชิป "เมดอินไทยแลนด์" ในอนาคต

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ (BOI) เปิดเผยว่า ผู้บริหารบริษัท ASML ผู้นำด้านการพัฒนาและผลิตเครื่องจักรเทคโนโลยีขั้นสูงสำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ที่สุดของโลกจากประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้หารือแนวทางความร่วมมือในการสร้างซัพพลายเชนในประเทศไทย 

รวมถึงแสดงความสนใจในการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี เพื่อร่วมพัฒนาและยกระดับความสามารถของผู้ผลิตในประเทศที่มีศักยภาพ ให้เข้าสู่อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องจักรเทคโนโลยีขั้นสูงสำหรับผลิตเซมิคอนดักเตอร์ 

โดยปัจจุบัน ASML มีซัพพลายเออร์หลักที่ลงทุนในประเทศไทยอยู่บ้าง และมีแผนจะเพิ่มจำนวนให้มากขึ้น อีกทั้งยังได้ให้ข้อแนะนำและจะร่วมมือกับรัฐบาลไทยในการผลักดันยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติและเป้าหมายชิปเมดอินไทยแลนด์ รวมถึงการช่วยยกระดับบุคลากรไทย ให้มีความรู้และทักษะที่พร้อมเข้าสู่การทำงานจริงในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

ASML เป็นบริษัทเทคโนโลยีจากประเทศเนเธอร์แลนด์ และเป็นผู้นำของโลกด้านการพัฒนาเครื่องพิมพ์ลายวงจรบนแผ่นเวเฟอร์ (Lithography) ที่ใช้ในการผลิตชิปขั้นสูงในอุปกรณ์อัจฉริยะ CPU และ GPU ในปัจจุบัน โดยเป็นบริษัทเดียวในโลกที่มีเทคโนโลยีสามารถผลิตเครื่อง High-NA Extreme Ultraviolet Lithography (High-NA EUV) และ Extreme Ultraviolet Lithography (EUV) ที่ใช้สำหรับผลิตชิปประสิทธิภาพสูง ซึ่งมีขนาดลายวงจรที่ละเอียดตั้งแต่ระดับ 7 นาโนเมตร จนถึงต่ำกว่า 2 นาโนเมตรได้ ทำให้บริษัทเป็นผู้ผลิตเครื่องจักรที่มีความสำคัญที่สุดกับผู้ผลิตชิประดับ High-end ระดับโลกไม่ว่าจะเป็น TSMC, Intel และ Samsung โดยสามารถสร้างรายได้กว่า 1.2 ล้านล้านบาทในปี 2568 สะท้อนบทบาทของ ASML ในฐานะผู้กุมเทคโนโลยีต้นน้ำที่สำคัญของห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์โลก

ยักษ์ผู้ผลิตชิปเบอร์ 1 โลกถกบีโอไอสร้างซัพพายเชนปั้นเมดอินไทยแลนด์

“การหารือดังกล่าว ASML ได้นำเสนอทิศทางการขยายธุรกิจในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงแสดงความสนใจในการพัฒนาเครือข่ายซัพพลายเออร์ในประเทศไทย เพื่อรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของบริษัทและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน โดยปัจจุบัน ASML มีซัพพลายเออร์หลักในประเทศไทยบ้างแล้ว และมีศักยภาพที่จะเพิ่มจำนวนซัพพลายเออร์ในประเทศไทย เพื่อให้ไทยเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ (Ecosystem) ของอุตสาหกรรมเครื่องจักรสำหรับโรงงานผลิตชิปต้นน้ำ ซึ่งจะเป็นโอกาสที่ดีในการปูทางสู่การสร้างโรงงานผลิตชิปต้นน้ำ (Wafer Fabrication) ในประเทศไทยในระยะต่อไป”

 

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงที่มีฐานการผลิตในประเทศไทย และมีศักยภาพจะยกระดับเพื่อเข้าสู่ซัพพลายเชนของเครื่องจักรผลิตเซมิคอนดักเตอร์หลายราย เช่น SPEA, Celestica, Fabrinet, Delta Electronics, Oerlikon, Lumentum, SAM Precision และล่าสุดคือ Foxsemicon Integrated Technology Inc. (FITI) ในเครือของฟ็อกซ์คอนน์ ที่ได้ตัดสินใจลงทุนเฟสแรกกว่า 1 หมื่นล้านบาท ตั้งฐานผลิตอุปกรณ์และโมดูลสำหรับเครื่องจักรผลิตเซมิคอนดักเตอร์ต้นน้ำในไทย เป็นโรงงานแห่งที่ 4 ของโลก   

“ASML มองว่าไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพสูง จากความพร้อมของฐานอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรกล บุคลากรทักษะสูง และโครงสร้างพื้นฐานภาคการผลิตที่ครบวงจร ซึ่งเอื้อต่อการพัฒนาซัพพลายเชนเซมิคอนดักเตอร์ในระยะยาว อีกทั้งมองเห็นความมุ่งมั่นของไทยที่ได้จัดทำยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ รวมทั้งมีแผนพัฒนาบุคลากรด้านเซมิคอนดักเตอร์ที่เป็นรูปธรรม จึงได้แสดงความสนใจเข้าร่วมพัฒนาซัพพลายเชนของเครื่องจักรระดับสูงในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการในประเทศในกลุ่มอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักร ตั้งแต่ Tier 1 – 3 ที่จะได้ทำงานร่วมกับบริษัทระดับโลก เพื่อยกระดับด้านเทคโนโลยี พัฒนาบุคลากร และสามารถเข้าถึงซัพพลายเชนระดับโลกของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ได้ นับเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมไทยให้เข้าใกล้เป้าหมายชิปเมดอินไทยแลนด์อย่างเป็นรูปธรรม”