
รัฐสั่งลุย ดันใช้ ‘น้ำมันบนดิน’ ผสมดีเซล B7-จูงใจใช้เอทานอล ลดนำเข้าน้ำมันดิบ
กระทรวงพลังงาน รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง ผลักดันใช้ “น้ำมันบนดิน” เพิ่มสัดส่วนผสมไบโอดีเซล B7 ที่โรงกลั่นและคลัง เริ่ม 14 มี.ค.นี้ ก่อนกระจายจำหน่ายทุกปั๊มน้ำมัน คาดลดนำเข้าน้ำมันดิบได้ 3 ล้านลิตรต่อวัน
KEY
POINTS
- รัฐบาลส่งเสริมการใช้ "น้ำมันบนดิน" โดยปรับเพิ่มสัดส่วนผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลเป็น B7 เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันดิบประมาณ 3 ล้านลิตรต่อวัน
- สร้างแรงจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้เอทานอลมากขึ้น ผ่านการกำหนดส่วนต่างราคาให้แก๊สโซฮอล์ E20 ถูกกว่าแก๊สโซฮอล์ 95 ถึง 3.21 บาทต่อลิตร
- มาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการรับมือวิกฤตพลังงานจากสงครามตะวันออกกลาง เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและช่วยพยุงค่าครองชีพ
กระทรวงพลังงาน รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง ผลักดันใช้ “น้ำมันบนดิน” เพิ่มสัดส่วนผสมไบโอดีเซล B7 ที่โรงกลั่นและคลัง เริ่ม 14 มี.ค.นี้ ก่อนกระจายจำหน่ายทุกปั๊มน้ำมัน คาดลดนำเข้าน้ำมันดิบได้ 3 ล้านลิตรต่อวันพร้อมอัดฉีดส่วนต่างราคา E20 ให้ถูกกว่าแก๊สโซฮอล์ 95 ถึง 3.21 บาทต่อลิตร หวังกระตุ้นยอดใช้เอทานอลในประเทศ ลดการนำเข้าและพยุงค่าครองชีพประชาชน
ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงทวีความรุนแรงและไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงในเร็ววัน ส่งผลให้ตลาดพลังงานโลกตกอยู่ในภาวะผันผวนอย่างหนัก กระทบโดยตรงต่อต้นทุนการนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของประเทศไทย กระทรวงพลังงาน จึงได้เร่งวางมาตรการเชิงรุกเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและลดการพึ่งพาทรัพยากรจากภายนอก โดยมุ่งเน้นไปที่การใช้ทรัพยากรเกษตรภายในประเทศ มาแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานทดแทน ซึ่งนอกจากจะช่วยภาคการเกษตรแล้ว ยังเป็นกลไกสำคัญในการรักษาระดับราคาขายปลีกน้ำมันไม่ให้พุ่งสูงขึ้นจนเกินไป
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมแผนรับมือ เพื่อลดผลกระทบด้านราคาน้ำมันหลังหมดมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซล โดยจะ ติดตามสถานการณ์ราคาในตลาดโลกอย่างใกล้ชิด พร้อมดูแลราคาน้ำมันดีเซล และเบนซิน หากจำเป็นจะมีการปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปให้สอดคล้องกับราคาในตลาดโลก แต่จะไม่ให้มีการปรับขึ้นอย่างรวดเร็วจนกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน
อีกทั้ง การป้องกันการขาดแคลนได้มีคำสั่งนายกรัฐมนตรี ห้ามส่งออกน้ำมัน พร้อมทั้งการให้ผู้ค้าน้ำมันปรับสัดส่วนการสำรองน้ำมันตามกฎหมายจาก 1% เป็น 3% ภายในวันที่ 30 เมษายนนี้ ซึ่งจะช่วยยืดปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศได้เพิ่มอีก 7 วัน จากปัจจุบันมีปริมาณน้ำมันสำรองอยู่ที่ 95 วัน
ที่สำคัญจะใช้มาตรการเพิ่มเติม ในการปรับเพิ่มสัดส่วนผสมไบโอดีเซลจาก B5 เป็น B7 โดยจะให้โรงกลั่นน้ำมัน คลังน้ำมัน เริ่มผสมในสัดส่วนที่ 7% ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ส่วนจะนำมาจำหน่ายในสถานีบริการน้ำมันในวันไหนขึ้นกับดีเซล B5 จะหมดสต็อกเมื่อใด ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศได้ด้วย
นอกจากนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมการใช้เอทานอล ที่ผลิตมาจากอ้อย และมันสำปะหลัง และนำมาผสมเป็นน้ำมันแก๊สโซฮอล์ ทางกระทรวงพลังงานได้ใช้มาตรการส่วนต่างของราคาแก๊สโซฮอล์อี 20 และแก๊สโซฮอล์ 95 อี 10 มาเป็นมาตรการจูงให้ผู้ใช้รถยนต์หันมาใช้แก๊สโซฮอล์อี 20 เพิ่มมากขึ้น และขอความร่วมมือกับผู้ค้าน้ำมันกลับมาจำหน่ายแก๊สโซฮอล์อี 85 เพื่อเป็นทางเลือกให้กับรถยนต์ที่สามารถใช้แก๊สโซฮอล์อี 85 ซึ่งมีราคาถูกกว่า และเพิ่มปริมาณเอทานอลการใช้เอทานอลภายในประเทศได้ด้วย
แหล่งข่าวจากระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ส่งผลให้น้ำมันบนดิน ซึ่งเป็นผลผลิตทางการเกษตรกลับมามีความสำคัญอีกครั้ง จากเดิมที่ราคาไบโอดีเซล B100 มีราคาสูงกว่าเนื้อน้ำมันดีเซลค่อยข้างมาก หากนำมาผสมในสัดส่วนที่สูงขึ้น จะส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกรับภาระการชดเชยในอัตราที่สูงขึ้นตามด้วย แต่ปัจจุบันราคาน้ำมันดิบและราคาดีเซลในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นเข้ามาใกล้ไบโอดีเซล B100 ที่อยู่ในระดับ35 บาทต่อลิตร การนำมาผสมในสัดส่วนที่ 7% แม้กองทุนน้ำมันจะเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย แต่เมื่อเทียบการนำทรัพย์กรที่มีอยู่ภายในประเทศเข้าไปทดแทนน้ำมันดีเซลได้เพิ่มขึ้น จะช่วยสร้างความมั่งทางพลังงาน จากการลดปริมาณน้ำมันเข้าน้ำมันดีเซลและน้ำมันดิบได้ทางหนึ่ง
ปัจจุบันไทยใช้น้ำมันดีเซล B5 เฉลี่ยวันละ 65 ล้านลิตร หากเพิ่มไบโอดีเซลอีก 2% เป็นดีเซล B7 จะทำให้ไบโอดีเซล B100 เข้าไปทดแทนน้ำมันดีเซลได้ราว 1.4 ล้านลิตรต่อวัน หรือทดแทนน้ำมันดิบได้ประมาณ 3 ล้านลิตรต่อวัน (1 บาร์เรลเท่ากับ 159 ลิตร) ส่วนจะผลักดันให้มีการใช้ดีเซล B10 นั้น คงไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากค่ายรถยนต์บางยี่ห้อหรือบ้างค่ายยังไม่ยอมรับหรือไม่สามารถใช้ดีเซล B10 ได้
ขณะที่ปัจจุบันมีโรงงานผลิตไบโอดีเซล B100 อยู่ 16 ราย ซึ่งมีกำลังการผลิตติดตั้งรวมกันสูงถึง 10.26 ล้านลิตรต่อวัน แต่ทว่าปริมาณการผลิตจริงในเดือนมกราคม 2569 กลับอยู่ที่เพียง 4.095 ล้านลิตรต่อวัน และมีปริมาณการใช้ไบโอดีเซล บี 100 เฉลี่ยอยู่ที่ 3.42 ล้านลิตรต่อวันเท่านั้น
เช่นเดียวกับการส่งเสริมการใช้เอทานอล โดยให้ราคาแก๊สโซฮอล์ อี 20 ต่างจากแก๊สโซฮอล์ ที่ 3.21 บาทต่อลิตร ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2569 เพื่อที่จะจูงใจให้ผู้ใช้รถยนต์หันมาใช้แก๊สโซฮอล์อี 20 มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้มีการใช้เอทานอลในปริมาณที่มากขึ้นตามมา โดยผลสำรวจที่ผ่านมาพบว่า หากราคา แก๊สโซฮอล์ อี 20 ต่างจากแก๊สโซฮอล์ 95 ที่ 3 บาทต่อลิตร จะมีผลต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ผู้ใช้รถยนต์หันมาใช้แก๊สโซฮอล์อี 20 ได้
ทั้งนี้ หากสามารถส่งเสริมการใช้แก๊สโซฮอล์เพิ่มขึ้นมาเป็น 10 ล้านลิตรต่อวัน จากปัจจุบัน 5 ล้านลิตรต่อวันได้ จะช่วยทดแทนการใช้น้ำมันบนซินได้ 5 แสนลิตรต่อวัน หรือทดแทนการนำเข้าน้ำมันดิบได้ราว 1.4 ล้านลิตรต่อวัน ปัจจุบันมีการใช้น้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์เฉลี่ยอยู่ประมาณ 31 ล้านลิตรต่อวัน
แหล่งข่าวจากสมาคมเอทานอล จากมันสำปะหลัง กล่าวว่า ทางรอดที่ยั่งยืนของประเทศไทย ต้องยกระดับเอทานอล เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนพลังงานสะอาด ที่ประเทศมีความได้เปรียบจากการผลิตมันสำปะหลังภายในประเทศอยู่แล้ว หากภาครัฐเร่งผลักดันให้แก๊สโซฮอล์ อี 20 เป็นน้ำมันเบนซินพื้นฐานของประเทศ จะสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงานโลก และลดการพึ่งพานำเข้าน้ำมันดิบลงได้ทันที ซึ่งจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจและสร้างความมั่นคงพลังงานของไทยในระยะยาว
ปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังการผลิตเอทานอลสูงสุดรวมประมาณ 6.92 ล้านลิตรต่อวัน จากโรงงานผลิตเอทานอลรวมทั้งสิ้น 28 แห่ง โดยมีปริมาณการผลิตจริงอยู่ที่ประมาณ 4.26 ล้านลิตรต่อวัน แต่มีปริมาณใช้จริงอยู่ที่ 3.47 ล้านลิตรต่อวันซึ่งกำลังผลิตที่เหลือยังสามารถรองรับการขยายตัวหรือส่งเสริมการใช้แก๊สโซฮอล์ อี 20 จากทางภาครัฐได้อีกมาก

