thansettakij
thansettakij

น้ำมันแพง–ซื้อยาก ดัน "ไบโอดีเซล–คลังลอยน้ำ" ทางรอดพลังงานไทย

11 มี.ค. 2569 | 07:48 น.
อัปเดตล่าสุด :11 มี.ค. 2569 | 08:06 น.

สงครามตะวันออกกลางทำน้ำมันโลกหายจากตลาด 12–13% 'ราคาพุ่งและหาซื้อยาก' เสนอไทยเร่งใช้ไบโอดีเซล เพิ่มสำรองน้ำมัน และใช้เรือเป็นคลังลอยน้ำเสริมความมั่นคงพลังงาน

ในช่วงที่สถานการณ์ตะวันออกกลางกำลังตึงเครียดและราคาน้ำมันโลกผันผวน ตลาดพลังงานทั่วโลกกำลังเผชิญภาวะ "น้ำมันแพงและซื้อยาก" มากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่เพียงเพราะราคาที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่เพราะปริมาณน้ำมันที่เข้าสู่ตลาดเริ่มลดลง และเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญกำลังเผชิญความเสี่ยง

ดร.ณรงค์ชัย ใหญ่สว่าง นักวิชาการด้านเศรษฐกิจพลังงาน ระบุว่า วิกฤตครั้งนี้กำลังสะท้อนจุดอ่อนสำคัญของหลายประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ รวมถึงประเทศไทย ซึ่งยังพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง จึงจำเป็นต้องเร่งหาทางเลือกพลังงานใหม่เพื่อรับมือกับความผันผวนของตลาดโลก

 

น้ำมันโลกหาย 12–13%

ปัจจุบันน้ำมันที่ซื้อขายกันทั่วโลกประมาณ 20% ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก เมื่อเกิดความตึงเครียดหรือสงครามในพื้นที่ดังกล่าว การขนส่งน้ำมันจึงสะดุดทันที

"แม้ว่าประเทศผู้ผลิตบางแห่งจะพยายามเพิ่มกำลังการผลิต รวมถึงส่งออกผ่านเส้นทางอื่น เช่น ท่อส่งน้ำมันหรือทะเลแดง แต่ก็ยังไม่สามารถชดเชยปริมาณที่หายไปได้ทั้งหมด"

ดร.ณรงค์ชัย ใหญ่สว่าง นักวิชาการด้านเศรษฐกิจพลังงาน

หากเทียบกับความต้องการใช้น้ำมันโลกประมาณ 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน ปริมาณน้ำมันที่หายไปจากตลาดอาจอยู่ที่ประมาณ 12–13 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นราว 12–13% ของตลาดโลก ซึ่งเพียงพอจะทำให้ตลาดพลังงานเกิดภาวะตึงตัวและราคาผันผวนอย่างรุนแรง

ปล่อยน้ำมันสำรองช่วยได้ชั่วคราว

แม้หลายประเทศ โดยเฉพาะกลุ่ม G7 จะประกาศปล่อยน้ำมันสำรองออกสู่ตลาดเพื่อบรรเทาสถานการณ์ แต่ถือเป็นเพียงมาตรการระยะสั้น เพราะน้ำมันสำรองประมาณ 400 ล้านบาร์เรล หากเฉลี่ยกับการบริโภคทั่วโลกจะช่วยพยุงตลาดได้เพียงประมาณ 30–40 วันเท่านั้น และหากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อ ปัญหาการขาดแคลนน้ำมันก็อาจกลับมาอีกครั้ง

นอกจากนี้ น้ำมันสำรองส่วนใหญ่อยู่ในสหรัฐและยุโรป การขนส่งมายังเอเชียต้องใช้เวลาเดินเรือประมาณ 35–45 วัน ทำให้ประเทศในเอเชียรวมถึงไทยไม่สามารถพึ่งพาน้ำมันจากแหล่งเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็ว

"ประเทศไทยยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางในสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของการนำเข้าทั้งหมด ทำให้ได้รับผลกระทบโดยตรงเมื่อเกิดความผันผวนในภูมิภาคนี้"

แม้จะมีการพูดถึงการเพิ่มการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียหรือเวเนซุเอลา แต่ในทางปฏิบัติยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะเรื่องคุณสมบัติน้ำมันดิบที่ไม่ตรงกับระบบโรงกลั่นของไทย

น้ำมันจากเวเนซุเอลามีลักษณะหนืด ต้องใช้ต้นทุนการกลั่นสูง ขณะที่น้ำมันรัสเซียบางชนิดก็ไม่ตรงสเปกโรงกลั่นไทย ทำให้การเพิ่มการนำเข้าจากแหล่งเหล่านี้ทำได้ค่อนข้างจำกัด

ชูไบโอดีเซล ลดพึ่งพาน้ำมันนำเข้า

หนึ่งในทางออกสำคัญที่ถูกเสนอคือการเพิ่มการใช้ไบโอดีเซล ซึ่งผลิตจากน้ำมันปาล์มในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ ปัจจุบันรัฐบาลได้ปรับสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลจาก B5 เป็น B7 และมีแนวโน้มขยายไปสู่ B10 หรือ B20 ในอนาคต

ไบโอดีเซล B100 ซึ่งผลิตจากน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) สามารถนำมาใช้กับเครื่องจักรหรือยานพาหนะบางประเภทได้ เช่น เครื่องจักรการเกษตร รถไถ หรือเครื่องสูบน้ำ โดยในอดีตเคยมีการเปิดให้เกษตรกรบางกลุ่มสามารถซื้อ B100 จากหน้าโรงกลั่นเพื่อนำไปใช้ได้โดยตรง

การเพิ่มการใช้ไบโอดีเซลไม่เพียงช่วยลดการนำเข้าน้ำมัน แต่ยังทำให้เงินหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม โรงสกัด โรงงานผลิตเชื้อเพลิง ไปจนถึงผู้ใช้ปลายทาง แทนที่จะไหลออกไปกับการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ

อีกทั้งในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้น การใช้ B100 หรือการเพิ่มสัดส่วนผสมไบโอดีเซล ยังช่วยลดภาระการอุดหนุนราคาดีเซลของภาครัฐ และช่วยเพิ่มทางเลือกด้านพลังงานให้กับภาคเกษตรและภาคขนส่ง

 

เสนอ Floating Storage คลังน้ำมันลอยน้ำ

อีกแนวคิดหนึ่งที่ถูกเสนอเพื่อรับมือกับภาวะน้ำมันแพงและหาซื้อยาก คือการใช้เรือบรรทุกน้ำมันเป็นคลังสำรองลอยน้ำ หรือ Floating Storage เพื่อเพิ่มปริมาณสำรองพลังงานของประเทศในช่วงวิกฤต

ปัจจุบันรัฐบาลมีแผนเพิ่มการสำรองน้ำมันสำเร็จรูปจาก 1% เป็น 3% ซึ่งหมายถึงต้องมีพื้นที่เก็บน้ำมันเพิ่มขึ้นในระดับหลายร้อยล้านลิตร หากสร้างคลังน้ำมันบนบกเพียงอย่างเดียวอาจต้องใช้เวลานานถึง 2–3 ปี ทั้งในขั้นตอนจัดหาที่ดิน ออกแบบ และก่อสร้าง

แนวคิด Floating Storage จึงถูกเสนอเป็นทางเลือกที่ดำเนินการได้รวดเร็ว โดยใช้เรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ประเภท VLCC (Very Large Crude Carrier) เป็นพื้นที่เก็บน้ำมันชั่วคราว เรือหนึ่งลำสามารถเก็บน้ำมันได้ประมาณ 1.5–2 ล้านบาร์เรล หากใช้ประมาณ 3–4 ลำ จะสามารถสำรองน้ำมันได้ประมาณ 6–8 ล้านบาร์เรล

แม้ค่าเช่าเรืออาจอยู่ที่ประมาณ 120,000–250,000 ดอลลาร์ต่อวันต่อเรือหนึ่งลำ แต่ถือเป็นต้นทุนที่ยอมรับได้ในช่วงวิกฤต เมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่ประเทศอาจเผชิญหากเกิดการขาดแคลนน้ำมัน

หลายประเทศในเอเชีย เช่น สิงคโปร์ และมาเลเซีย เคยใช้แนวทางนี้มาแล้วในช่วงวิกฤตพลังงานและช่วงโควิด เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารสำรองพลังงานของประเทศ