
ทูตพาณิชย์อิสราเอล เตือน สงครามตะวันออกกลางส่อยืดเยื้อ กดดันเศรษฐกิจหนัก
สคต.เทลอาวีฟ ชี้สงครามตะวันออกกลางส่อยืดเยื้อ ด้านสินค้าอาหารไทยยังจำเป็นต่อการนำเข้า เตือนเวียดนามมี FTA ทำสินค้าไทยเริ่มเสียเปรียบ แนะเร่งเจรจาเปิดตลาดแข่งขันในระยะยาว
KEY
POINTS
- สงครามตะวันออกกลางมีแนวโน้มยืดเยื้อกว่าที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรก เนื่องจากการเข้ามามีส่วนร่วมของอิหร่าน
- สถานการณ์ที่ยาวนานสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจอย่างหนักต่อค่าใช้จ่ายทางการทหารที่สูงขึ้นท่ามกลางภาวะขาดดุลงบประมาณ
- ไทยเผชิญความท้าทายทางการค้าจากการที่เวียดนามมีข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับอิสราเอล ทำให้สินค้าไทยเริ่มเสียเปรียบและสูญเสียส่วนแบ่งการตลาด
นายณัฐพงศ์ เสนาณรงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล เปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ" ว่า จากการประเมินสถานการณ์ สงครามในมุมมองของชาวอิสราเอลต่อสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางในระยะแรก มีความเชื่อมั่นในระบบป้องกันภัยทางอากาศและศักยภาพทางทหาร โดยคาดการณ์ว่าเหตุการณ์จะยุติลงภายใน 2 สัปดาห์ถึง 1 เดือน
อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์ขยายตัวโดยมีปัจจัยแทรกซ้อนจากการแสดงท่าทีของอิหร่าน ส่งผลให้แนวโน้มสงครามมีโอกาสยืดเยื้อสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้
ทั้งนี้ การทำสงครามที่ยาวนานส่งผลให้รัฐบาลต้องแบกรับค่าใช้จ่ายทางทหารมหาศาล ท่ามกลางภาวะงบประมาณขาดดุลที่มีอยู่เดิม แรงกดดันทางการเมือง
ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจที่ตึงตัวจะเป็นตัวแปรสำคัญที่กดดันให้รัฐบาลต้องพิจารณายุติการสู้รบ หากผลกระทบทางการคลังพุ่งสูงเกินกว่าระดับที่เศรษฐกิจจะรองรับได้
"ตอนนี้ถ้าถามว่าอิสราเอลมีเสบียงหรือมีอาวุธเยอะไหม เขาก็คงมีในระยะนึง เพียงแต่ว่าถ้ามันยืดเยื้อ ผลกระทบในเรื่องของงบประมาณที่เขาขาดดุลอยู่แล้วมันก็จะสูงขึ้น ซึ่งก็จะเป็นแรงกดดันด้านการเมืองให้รัฐบาลเริ่มหยุด"
นายณัฐพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่าในมุมด้านการค้าปัจจุบันไทยส่งออกไปส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคและอาหาร ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่ประเทศในตะวันออกกลางมีความจำเป็นต้องนำเข้าอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบันมูลค่าการค้ารวมระหว่างประเทศไทยและอิสราเอลอยู่ที่ประมาณ 1,200 ล้านดอลลาร์ต่อปี โดยมีการส่งออกของไทยไปอิสราเอลมูลค่าประมาณ 800 ล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าสะสมอยู่ที่ประมาณ 300 - 400 ล้านดอลลาร์ต่อปี
"ปัจจุบันถ้ามันไม่ยืดเยื้อก็ไม่กระทบเยอะ อย่างไรก็ตามประเทศในตะวันออกกลางต้องนำเข้าสินค้ากลุ่มอาหารก็จะมีผลกระทบเรื่องต้นทุนการนำเข้าบ้าง แต่ต้องดูสถานการณ์ไปก่อน"
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยในอิสลาเอล ส่วนใหญ่ประกอบกิจการร้านอาหาร ซึ่งปีนี้ทาง สคต. มีแผนจะจัดกิจกรรมต่าง ๆ อาจจะต้องรอดูสถานการณ์ ส่วนแผนรับมือหรือมาตรการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบอยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์ เพื่อนำเสนอเข้าไปที่กระทรวง
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดในเชิงกลยุทธ์การค้าระหว่างประเทศคือ การที่ประเทศเวียดนามได้บรรลุข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับอิสราเอลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้สินค้าไทยในระดับ "ปานกลางถึงล่าง" เริ่มสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดให้กับเวียดนามเนื่องจากภาระภาษีที่สูงกว่า ซึ่งก่อนมี FTA เวียดนามมีมูลค่าการค้ากับอิสราเอลเพียง 200 ล้านดอลลาร์ แต่หลังการบังคับใช้ FTA เพียง 2 ปี มูลค่าการค้าพุ่งสูงขึ้นสู่ระดับ 2,000 ล้านดอลลาร์
ทว่า แม้ในปัจจุบันการลงทุนของไทยในอิสราเอลจะจำกัดอยู่ในกลุ่มธุรกิจร้านอาหารและธุรกิจส่วนบุคคล แต่หากไทยสามารถบรรลุข้อตกลง FTA กับอิสราเอลได้ จะเป็นการเปิดประตูสู่การดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่อิสราเอลมีความเชี่ยวชาญระดับโลก ได้แก่ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งอิสราเอลมีศักยภาพในการย้ายฐานการผลิตหรือการถ่ายทอดเทคโนโลยี มายังประเทศไทย
"การเปิดตลาด FTA เราคิดว่าอยากให้เร่งเจรจา เพราะเราจะเริ่มเสียเปรียบในสินค้าระดับปานกลางถึงล่าง เพราะเวียดนามเขาก็จะมาแข่งกับเรา แต่ว่าทีนี้ในมุมของกระทรวง เขาก็อยากจบ FTA กลุ่มยุโรป ดูไบ ก่อน"

