thansettakij
thansettakij
ผู้ตรวจการแผ่นดินถก รมว.พาณิชย์ วันนี้ เร่งแก้ปัญหาล้งนอมินีสินค้าเกษตร

ผู้ตรวจการแผ่นดินถก รมว.พาณิชย์ วันนี้ เร่งแก้ปัญหาล้งนอมินีสินค้าเกษตร

11 มี.ค. 2569 | 07:35 น.
อัปเดตล่าสุด :11 มี.ค. 2569 | 07:48 น.

ผู้ตรวจการแผ่นดินเร่งแก้ปัญหา “ล้งนอมินีต่างชาติ” จ่อถก รมว.พาณิชย์วันนี้ เดินหน้ารื้อระบบรับซื้อสินค้าเกษตร ปิดช่องต่างชาติสวมสิทธิ์

KEY

POINTS

  • ผู้ตรวจการแผ่นดินหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาต่างชาติใช้บริษัทนอมินี ในการรับซื้อสินค้าเกษตร โดยเฉพาะกรณีล้งมะพร้าว
  • ปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในธุรกิจมะพร้าว แต่ยังส่งผลกระทบถึงสินค้าเกษตรส่งออกสำคัญอื่น ๆ เช่น ทุเรียน และ มังคุด ซึ่งกระทบต่อเกษตรกรไทยโดยตรง
  • เสนอแนวทางแก้ไขทั้งระยะสั้น คือ การออกระเบียบเพื่อตรวจสอบธุรกิจอย่างเข้มงวด และระยะยาว คือ การปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อปิดช่องโหว่การใช้นอมินี

วันที่ 11 มีนาคม 2569 นายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน เปิดเผยถึงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาล้งรับซื้อสินค้าเกษตรที่ถูกต่างชาติสวมสิทธิ์ผ่านบริษัทนอมินี โดยเฉพาะกรณีล้งรับซื้อมะพร้าว ว่า ในช่วงบ่ายของวันนี้จะมีการหารือกับ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วน

นายทรงศัก ระบุว่า สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินเพิ่งได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาล้งมะพร้าว ที่มีต่างชาติสวมสิทธิ์เป็นเจ้าของเมื่อวานที่ผ่านมา และมีแผนจะจัดประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงลงพื้นที่ตรวจสอบในสัปดาห์หน้า เพื่อรวบรวมข้อมูลเชิงลึกและรับฟังปัญหาจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

เบื้องต้นพบว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการจับกุมผู้ต้องสงสัยเป็นล้งนอมินีต่างชาติแล้วประมาณ 7-8 แห่ง ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการแก้ไขปัญหา โดยผู้ตรวจการแผ่นดินจะเร่งผลักดันการตรวจสอบและดำเนินการในเรื่องนี้อย่างจริงจัง เนื่องจากหากมีการตั้งบริษัทนอมินีเพื่อเข้ามาผูกขาดระบบการรับซื้อมะพร้าว จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรไทย และผู้ประกอบการภายในประเทศ

ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินย้ำว่า ปัญหานอมินีถือเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้น ๆ ที่ต้องเร่งแก้ไข โดยไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะการแก้ปัญหาการค้าผลผลิตมะพร้าวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการพัฒนาระบบการปลูกและการจัดการสวนมะพร้าวอย่างยั่งยืน เพื่อให้เกษตรกรไทยสามารถแข่งขันได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

นายทรงศัก กล่าวว่า ที่ผ่านมาหลายรัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาล้งต่างชาติในธุรกิจสินค้าเกษตรของไทย แต่ยังไม่สามารถแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ขณะที่ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับมะพร้าวเท่านั้น แต่ยังพบในสินค้าเกษตรสำคัญอื่น ๆ เช่น ทุเรียน และ มังคุด ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของประเทศ

สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินจึงมีแนวคิดที่จะเสนอการแก้ไขปัญหาแบบทั้งระบบ ตั้งแต่กระบวนการรับซื้อ การรวบรวมผลผลิต การขนส่ง ไปจนถึงตลาดปลายทาง เพื่อตรวจสอบว่าธุรกิจเหล่านี้ยังอยู่ภายใต้การดำเนินการของผู้ประกอบการไทยหรือไม่ หากพบว่าถูกควบคุมโดยกลุ่มทุนต่างชาติทั้งหมด อาจจำเป็นต้องปรับโครงสร้างระบบการค้าทั้งหมดใหม่

สำหรับการแก้ไขปัญหาในระยะยาวนั้น นายทรงศัก ระบุว่า จำเป็นต้องมีการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว รวมถึง ประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อปิดช่องโหว่การใช้บริษัทนอมินีเข้ามาครอบครองธุรกิจหรือทรัพย์สินในประเทศไทย

ทั้งนี้ หากพบว่ามีการใช้นอมินีเพื่อให้ต่างชาติเข้าซื้อที่ดิน หรือทรัพย์สินในประเทศไทย ทรัพย์สินดังกล่าวควรถูกยึดตกเป็นของแผ่นดิน พร้อมกำหนดบทลงโทษทางอาญาทั้งต่อผู้ถือหุ้นฝ่ายไทยและฝ่ายต่างชาติที่มีส่วนเกี่ยวข้อง

ปัจจุบันทราบว่า กรมที่ดิน ได้เสนอร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีแล้ว ซึ่งเมื่อเข้าสู่การพิจารณา ผู้ตรวจการแผ่นดินจะติดตามและผลักดันให้มีการบังคับใช้โดยเร็ว เพื่อเพิ่มเครื่องมือทางกฎหมาย ในการจัดการกับปัญหานอมินีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขกฎหมายถือเป็นแนวทางระยะยาว ขณะที่มาตรการเร่งด่วนในระยะสั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินเตรียมเสนอให้มีการออก ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อกำหนดกลไกระดับชาติในการตรวจสอบและป้องกันการสวมสิทธิ์ของต่างชาติในธุรกิจรับซื้อสินค้าเกษตร

มาตรการดังกล่าวจะครอบคลุมตั้งแต่ขั้นตอนก่อนการจดทะเบียนธุรกิจ ระหว่างการจดทะเบียน และหลังการจดทะเบียน เพื่อให้สามารถตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น แหล่งที่มาของเงินทุน รวมถึงอำนาจการบริหารบริษัทได้อย่างชัดเจน

ตัวอย่างเช่น การตรวจสอบทุนจดทะเบียนของบริษัทว่า เป็นเงินทุนที่มีอยู่จริงหรือไม่ โดยอาจต้องตรวจสอบย้อนหลัง 3–5 ปี เพื่อป้องกันการนำเงินจำนวนมากมาแสดงเฉพาะในวันจดทะเบียนบริษัท นอกจากนี้ยังควรประสานงานกับ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. เพื่อร่วมตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินทุนด้วย

นอกจากมาตรการด้านกฎหมายและการบริหารแล้ว ผู้ตรวจการแผ่นดินยังเห็นว่า การแก้ไขปัญหาจะต้องดำเนินควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากในระดับชุมชน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการไทย ลดการพึ่งพาเงินทุนจากต่างชาติ และทำให้ระบบการค้าสินค้าเกษตรของประเทศมีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น