
ทบทวน JTEPA รอบใหม่ ลุ้นไทย-ญี่ปุ่น เปิดตลาดเพิ่ม
กระทรวงพาณิชย์เตรียมทบทวน FTA ไทย-ญี่ปุ่น หรือ JTEPA รอบใหม่ในปี 2570 คาดใช้เวลา 2 ปี ลุ้นเปิดตลาดสินค้าเพิ่ม ปรับกฎถิ่นกำเนิดสินค้า หนุน Smart Agriculture–Green Economy ดันการค้าขยายตัว
KEY
POINTS
- ไทยและญี่ปุ่นเตรียมทบทวนความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ (JTEPA) รอบใหม่ในปี 2570 หลังบังคับใช้มาอย่างยาวนาน
- การทบทวนครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเจรจาเปิดตลาดสินค้าระหว่างกันเพิ่มเติมให้ทันสมัย สอดรับกับแนวโน้มเศรษฐกิจปัจจุบัน
- นอกจากการค้าสินค้า จะมุ่งเน้นการพัฒนาความร่วมมือในเศรษฐกิจสาขาใหม่ๆ เช่น เกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)
ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) มีผลบังคับมาอย่างยาวนานตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 ถือเป็น FTA ที่ครอบคลุม ทั้งการค้าสินค้า กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า พิธีการทางศุลกากร การค้า บริการ การลงทุน การเคลื่อนย้ายบุคคลธรรมดา ทรัพย์สินทางปัญญา การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ นโยบายการแข่งขันทางการค้า รวมไปถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจต่าง ๆ
โดยในปี 2568 ญี่ปุ่นเป็นประเทศคู่ค้ากับไทยลำดับที่ 3 รองจากจีน และสหรัฐอเมริกา และเป็นตลาดส่งออกอันดับ 3 ของไทย รองจากสหรัฐอเมริกา และจีน อีกทั้งยังเป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 2 ของไทย รองจากจีน อีกด้วย
ล่าสุด นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ความตกลง ไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) มีการกำหนดให้ทบทวนความตกลงทั้งฉบับเมื่อความตกลงฯ มีผลใช้บังคับครบรอบทุก ๆ 10 ปี แต่การทบทวนความตกลง JTEPA เมื่อปี 2560 ยังไม่ได้หารือไปถึงในประเด็นการเปิดตลาดเพิ่มเติม เนื่องจากในขณะนั้นไทยและญี่ปุ่นอยู่ระหว่างการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) จึงรอดูพัฒนาการของการเจรจาก่อน ซึ่งในปี 2570 ความตกลง JTEPA จะครบกำหนดในการทบทวนทั่วไปครั้งที่ 2 ซึ่งคาดการณ์ว่าจะใช้ระยะเวลาในการทบทวนความตกลงฯ ประมาณ 2 ปี
ทั้งนี้คาดว่าจะยกระดับการเปิดตลาดสินค้าที่เพิ่มมากขึ้น การปรับกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับถิ่นกำเนิดสินค้า เพื่อสอดรับกับแนวโน้มทางเศรษฐกิจในปัจจุบันและอนาคต ตลอดจนมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจสาขาใหม่ที่ไทยกับญี่ปุ่นสามารถมีร่วมกันได้ อาทิ Smart Agriculture และ Green Economy
การใช้สิทธิส่งออกไทย-ญี่ปุ่น
สำหรับการใช้สิทธิส่งออกระหว่างไทย-ญี่ปุ่น เมื่อปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) พบว่า มีมูลค่าการขอใช้สิทธิ JTEPA สูงถึง 6,341.87 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 2 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่มีมูลค่า 6,335.07 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนการขอใช้สิทธิฯ 83.73% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ได้รับสิทธิฯ
สำหรับสินค้า 10 อันดับแรกที่มีมูลค่าการขอใช้สิทธิการส่งออกภายใต้ JTEPA ได้แก่ 1.ไก่ชนิดแกลลัสโดเมสติกัสที่ปรุงแต่งหรือที่ทาไว้ไม่ให้เสีย 2.ชิ้นเนื้อและส่วนอื่นของสัตว์ปีกเลี้ยง แช่เย็นจนแข็ง 3.เดกซ์ทริน และโมดิไฟด์สตาร์ชอื่น ๆ 4.ลวดและเคเบิลทาด้วยทองแดง 5.พลาสติก โพลิอะซีทัล โพลิอีเทอร์อื่น ๆ 6.ของปรุงแต่งจากเนื้อสัตว์ ปลา 7.ผลิตภัณฑ์พลาสติก ทาด้วยโพลิเมอร์ของเอทิลีน 8.เครื่องเพชรพลอย และรูปพรรณทาด้วยโลหะ 9.พลาสติกโพลิเอทิลีน 10.หลอดหรือท่อทาด้วยทองแดงบริสุทธิ์
ทั้งนี้ สินค้าที่ไทยมีศักยภาพในการส่งออก อาทิ นํ้าตาลทรายดิบ อาหารปรุงแต่ง สตาร์ชมันสำปะหลัง สับปะรดกระป๋อง มะเขือเทศกระป๋อง ไส้กรอก ปลากระป๋อง เนื้อสัตว์ปรุงแต่ง ปลาปรุงแต่ง ปลาทูน่า ไม้อัดพลายวูด และไก่ปรุงสุก
การใช้สิทธินำเข้าไทยจากญี่ปุ่น
ทั้งนี้ข้อมูลปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) มีมูลค่าการใช้สิทธิ JTEPA 7,070.54 ล้านดอลลาร์ ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่มีมูลค่า 6,911.17 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนการใช้สิทธิฯ 55.60% ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าที่ได้รับสิทธิฯ
สำหรับสินค้า 10 อันดับแรกที่มีมูลค่าการใช้สิทธิการนำเข้าภายใต้ JTEPA ได้แก่ 1.เหล็กและเหล็กกล้า ชนิดเชื่อม 2.เหล็กแผ่นรีดหนาน้อยกว่า 3 มิลลิเมตร 3.พวงมาลัยรถ 4.อุปกรณ์และเครื่องอุปกรณ์ 5.แผ่นรีดทำด้วยเหล็กไม่เจือหนาตั้งแต่ 3 มิลลิเมตรขึ้นไป 6.แผ่นรีดทำด้วยเหล็กไม่เจือหนาน้อยกว่า 3 มิลลิเมตร 7.ตัวก่อปฏิกิริยา ตัวเร่งปฏิกิริยา 8.เครื่องระบายหรือเครื่องหมุนเวียน 9.แผ่นรีดทำด้วยเหล็กไม่เจือกว้างตั้งแต่ 600 มิลลิเมตรขึ้นไป 10.แผ่นรีดทำด้วยเหล็กไม่เจืออื่นๆ
ญี่ปุ่นลงทุนสะสมอันดับ 1
นางสาวโชติมา กล่าวว่า การลงทุนของญี่ปุ่นในไทย ญี่ปุ่นเป็นนักลงทุนสะสมอันดับ 1 ของไทยมาอย่างต่อเนื่องและยาวนานมีบริษัทญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในไทยกว่า 5,856 บริษัท จากสถิติของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในปี 2568 (ม.ค.-ธ.ค.) ญี่ปุ่นยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงสุดเป็นอันดับ 4 รองจากสิงคโปร์ ฮ่องกง และจีน
โดยขอรับการส่งเสริมการลงทุน จำนวน 311 โครงการ คิดเป็นมูลค่า 119,098 ล้านบาท และได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนเป็นอันดับ 5 รองจากสิงคโปร์ ฮ่องกง จีนและอังกฤษ โดยคิดเป็นโครงการที่ได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุน จำนวน 248 โครงการ คิดเป็นมูลค่า 67,158 ล้านบาท
มูลค่าการค่ารวม 1.7 ล้านล้าน
ขณะที่มูลค่าการค้ารวมปี 2568 ของไทยกับญี่ปุ่นมีมูลค่ารวม 53,010.66 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 1.7 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 2.30% โดยเป็นการส่งออกจากไทยไปญี่ปุ่นมูลค่า 23,549.98 ล้านดอลลาร์ และการนำเข้าของไทยจากญี่ปุ่นมูลค่า 29,654.41 ล้านดอลลาร์ ไทยขาดดุลการค้า 6,104.42 ล้านดอลลาร์
ส่วนในปี 2569 (ม.ค.) ไทยกับญี่ปุ่นมีมูลค่าการค้ารวม 4,492.64 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 1.4 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 6.32% โดยเป็นการส่งออกจากไทยไปญี่ปุ่นมูลค่า 2,024.80 ล้านดอลลาร์ และการนำเข้าของไทยจากญี่ปุ่นมูลค่า 2,467.84 ล้านดอลลาร์ ไทยขาดดุลการค้า 443.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ด้านสินค้าส่งออกสำคัญจากไทยไปญี่ปุ่น ปี 2568 ได้แก่ 1.รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 7.84% 2.ไก่แปรรูป 6.08% 3. เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล 4.60% 4.เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ 4.23% 5.เคมีภัณฑ์ 3.47%
สินค้านำเข้าสำคัญของไทยจากญี่ปุ่น ปี 2568 ได้แก่ 1.เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 14.77% 2.เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ 13.64% 3.เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ 10.97% 4.ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ 7.94% 5.แผงวงจรไฟฟ้า 7.22%
ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนม.ค.ที่ผ่านมา นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้หารือกับนายโอตากะ มาซาโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับแนวทางดำเนินการทบทวนความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย - ญี่ปุ่น (JTEPA) โดยเร็วที่สุด เพื่อตอบโจทย์การค้าในอนาคต ซึ่งทั้งสองประเทศมีสินค้าศักยภาพที่มีความเกื้อกูลกันในห่วงโซ่อุปทานมาอย่างยาวนาน
นางศุภจี กล่าวว่า ปัจจุบันไทยกับญี่ปุ่นมีความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย - ญี่ปุ่น หรือ JTEPA ซึ่งเป็น FTA ที่มีผลใช้บังคับมาตั้งแต่ปี 2550 โดยที่ผ่านมาผู้ประกอบการไทยมีการขอใช้สิทธิประโยชน์ในการส่งออกไปญี่ปุ่นถึง 80% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ได้รับสิทธิ์ฯ ภายใต้ JTEPA ซึ่งในปีนี้ ความตกลง JTEPA จะมีอายุครบ 19 ปีแล้ว จึงได้เสนอให้ทั้งสองฝ่ายเร่งทบทวนความตกลงฯ ให้ทันสมัย สอดรับกับแนวโน้มทางเศรษฐกิจในปัจจุบันและอนาคตรวมทั้งใช้โอกาสดังกล่าวเจรจาเพื่อขอเปิดตลาดสินค้าระหว่างกันเพิ่มเติม เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างกันเพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกันในการหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายต่างสนับสนุนให้มีการจัดทำความร่วมมือด้านมาตรการเยียวยาทางการค้าระหว่างกันเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ในกระบวนการไต่สวน และฝ่ายไทยยินดีจัดฝึกอบรมให้กับนักลงทุนญี่ปุ่นในการยื่นขอใช้มาตรการฯ เพื่อคุ้มครองนักลงทุนในประเทศไทยที่ได้รับผลกระทบจากสินค้านำเข้า ซึ่งมีลักษณะการค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ และพร้อมรับฟังความเห็นจากภาคเอกชนเพื่อให้การบังคับใช้มาตรการฯ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

