
รัฐบาลงัดไม้แข็งคุม “ดาต้าเซ็นเตอร์ " ออกระเบียบ สกัดแย่งไฟ-น้ำ จัดโซนนิ่ง
รัฐบาลเตรียมออกระเบียบสำนักนายกฯ ฉบับใหม่คุม “ดาต้าเซ็นเตอร์ " สกัดปัญหาแย่งทรัพยากรไฟ – น้ำ เล็งจัดโซนนิ่งลงทุน เล็งพื้นที่ "แม่เมาะ" ชูจุดแข็งความมั่นคงพลังงาน แหล่งน้ำ ลดการกระจุกตัว
KEY
POINTS
- รัฐบาลเตรียมออกระเบียบใหม่ควบคุมธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์โดยเฉพาะ หลังพบปัญหาการใช้ทรัพยากรไฟฟ้าและน้ำปริมาณมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อการวางแผนทรัพยากรของประเทศ
- จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นมาเพื่อกำกับดูแลการอนุมัติ อนุญาต และตรวจสอบผลกระทบจากดาต้าเซ็นเตอร์โดยตรง แก้ปัญหาการขออนุญาตที่กระจัดกระจาย
- ระเบียบใหม่จะครอบคลุมผู้ประกอบการ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ดำเนินการแล้ว, กลุ่มที่ได้รับอนุมัติแต่ยังไม่สร้าง และกลุ่มที่จะขออนุญาตในอนาคต โดยมีเกณฑ์ควบคุมที่แตกต่างกัน
- มีแนวคิดจัดโซนนิ่งส่งเสริมให้ดาต้าเซ็นเตอร์ไปตั้งในพื้นที่ที่เหมาะสม เช่น บริเวณเหมืองแม่เมาะ จ.ลำปาง เพื่อลดปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรในพื้นที่เศรษฐกิจอย่าง EEC
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้ รัฐบาลอยู่ระหว่างการยกร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อกำกับดูแลกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้สามารถควบคุมและดูผลกระทบในภาพรวมได้ โดยเฉพาะผลกระทบด้านการใช้ทรัพยากร (Resource) ของประเทศ รวมทั้งกำกับดูแลและตรวจสอบผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการลงทุนในกิจการนี้ได้อย่างเต็มที่
ทั้งนี้ภายหลังจากที่มีการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฉบับนี้แล้ว จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ที่มีอำนาจตามกฎหมายขึ้นมา เพื่อควบคุมดูแลกิจการดาต้าเซ็นเตอร์เป็นเฉพาะ เพื่อดูแลธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย ครอบคลุมตั้งแต่การอนุมัติ อนุญาต และกำกับดูแลและตรวจสอบผลกระทบจากดาต้าเซ็นเตอร์ได้อย่างเต็มที่
แหล่งข่าว กล่าวว่า หลังจากที่รัฐบาลได้เข้าไปตรวจสอบสถานการณ์การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ของประเทศไทยในปัจจุบันทั้งโครงการที่มีการลงทุนไปแล้วและโครงการที่อยู่ระหว่างที่จะลงทุน พบว่า มีปัญหาในเรื่องการจัดสรรและวางแผนทรัพยากร เพื่อรองรับการลงทุนมากพอสมควร เนื่องจากในการก่อสร้างผู้ประกอบการที่จะลงทุนให้ความสำคัญกับความมั่นคงของระบบ ซึ่งขึ้นอยู่กับความพอเพียงของไฟฟ้าและน้ำเป็นสำคัญ โดยธุรกิจนี้มีการใช้ทรัพยากรสูงมาก โดยนอกจากไฟฟ้ายังใช้น้ำที่ใช้ในการระบายความร้อน
“ปัจจุบันพบปัญหาผู้ประกอบการบางรายที่จะลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่อีอีซีไปทำสัญญาจองน้ำซ้ำซ้อนกับหลายหน่วยงาน เช่น บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ อีสท์ วอเตอร์ บริษัท วงษ์สยามก่อสร้าง จำกัด และการประปาส่วนภูมิภาค พร้อมกันเพื่อประกันความเสี่ยงว่าโครงการจะมีน้ำใช้ในการระบายความร้อน ส่งผลให้ตัวเลขความต้องการน้ำในระบบสูงเกินจริงจนภาครัฐไม่สามารถวางแผนจัดสรรทรัพยากรได้อย่างแม่นยำ” แหล่งข่าว ระบุ
นอกจากนี้ยังพบช่องว่างทางกฎหมายที่ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ใช่กิจการควบคุมและไม่มีใบอนุญาตที่ชัดเจน ทำให้มีการขออนุญาตกระจัดกระจาย ทั้งการขออนุญาตที่ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) การขอการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) หรือบางแห่งก็เพียงไปทำสัญญากับการประปาเพื่อซื้อน้ำเพิ่มเติม
“ที่ผ่านมาการขออนุญาตกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้รวมอยู่ที่จุดเดียวและไม่ใช่กิจการที่ขออนุญาตเฉพาะ ที่ผ่านมาก็มีการเข้าซื้อกิจการสถานบริการอาบอบนวดเก่าย่านพระราม 9 เพื่อดัดแปลงรองรับการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ เนื่องจากมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับอยู่แล้ว” แหล่งข่าวยอมรับ
แหล่งข่าว ระบุด้วยว่าระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่ออกมากจะครอบคลุมกลุ่มผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์ 3 กลุ่ม ได้แก่
1.กลุ่มที่ดำเนินการอยู่แล้ว โดยกลุ่มนี้จะต้องมีการเข้าไปตรวจสอบการดำเนินกิจการในลักษณะที่เป็นกระบวนการตรวจสอบและประเมิน (Audit) โดยเน้นในเรื่องผลกระทบเรื่องการใช้น้ำ อุณหภูมิ และเสียง
2.กลุ่มที่ได้รับอนุมัติแล้วแต่กำลังจะก่อสร้าง โดยกลุ่มนี้จะมีการเพิ่มเกณฑ์บางข้อให้ปฏิบัติตามเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบจากการก่อสร้างและดำเนินการในอนาคต
3.กลุ่มที่จะเข้ามาขออนุญาตในอนาคต รัฐบาลจะพิจารณาบังคับใช้เกณฑ์เต็มรูปแบบ เช่น การกำหนดการใช้และการสำรองน้ำให้สมดุล เช่น การกำหนดให้มีแหล่งน้ำสำรองเพื่อไม่ให้กระทบต่อภาคส่วนอื่นโดยเฉพาะในพื้นที่อีอีซีซึ่งมีประเด็นที่ต้องจัดสรรน้ำระหว่างภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร และครัวเรือน
นอกจากนี้รัฐบาลยังมีแนวคิดในการบริหารจัดการพื้นที่ตั้งของกิจการดาต้าเซ็นเตอร์โดยการจัดโซนนิ่ง ซึ่งรัฐบาลมีแนวคิดส่งเสริมให้ดาต้าเซ็นเตอร์ลดการก่อสร้างในพื้นที่ EEC โดยอาจพิจารณาให้ไปตั้งยังพื้นที่ที่เหมาะสม เช่น พื้นที่ใกล้เหมืองแม่เมาะ จ.ลำปาง เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานสูง เพราะมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ในกิจการไฟฟ้าโดยเฉพาะ ไม่แย่งน้ำกินน้ำใช้ของประชาชน
แหล่งข่าว ยอมรับว่า หากมีการพัฒนาให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ตั้งของกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ รัฐบาลจะลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลสำหรับรับส่งข้อมูลอย่างรวดเร็ว เช่น ไฟเบอร์ออปติกไว้รองรับ ซึ่งจะช่วยให้การบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และลดความขัดแย้งในการใช้ทรัพยากรร่วมกับภาคครัวเรือนและอุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้ในระยะยาว







