
ส่งออกไทยไปตะวันออกกลางวิกฤต ยอดทางเรือเป็น “ศูนย์” ลุ้นจีนเจรจาอิหร่านเปิดทาง
สงครามสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่านกระทบแรง ส่งออกไทยไปตะวันออกกลางทางเรือ หยุดชะงักเป็นศูนย์ ค่าประกันภัยสงครามพุ่ง ลุ้นจีนเจรจาอิหร่านเปิดทางให้สายเรือกลับมาวิ่งได้ เตือนหากสงครามยืดเยื้อ ตลาด 4% ของไทยอาจหายไปทั้งก้อน สรท.-พาณิชย์ลุ้นทั้งปีส่งออกไทยยังโต 2-4%
KEY
POINTS
- สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้การขนส่งสินค้าทางเรือของไทยไปยังภูมิภาคหยุดชะงักโดยสิ้นเชิง เนื่องจากสายเรือไม่รับจองระวางเรือ ทำให้ยอดส่งออกเป็นศูนย์
- ผู้ส่งออกไทยได้รับผลกระทบหนัก สินค้าสำคัญเช่น อาหาร ยานยนต์ และสินค้าเกษตรตกค้างจำนวนมาก และต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้น โดยเฉพาะค่าประกันภัยความเสี่ยงจากสงคราม
- ภาคเอกชนไทยฝากความหวังให้จีนเจรจากับอิหร่านได้สำเร็จ เพื่อเปิดเส้นทางให้สายเดินเรือจีนสามารถกลับมาให้บริการได้ ซึ่งอาจเป็นทางออกเบื้องต้นในการคลี่คลายสถานการณ์
แม้ตลาดตะวันออกกลาง 15 ประเทศ จะมีสัดส่วนเพียงประมาณ 4% ของการส่งออกไทยทั้งหมด แต่ถือเป็นตลาดสำคัญของสินค้าอาหาร ยานยนต์ และสินค้าเกษตรของไทย รวมถึงเป็นศูนย์กระจายสินค้าไปยังภูมิภาคใกล้เคียง อย่างไรก็ตาม สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านที่ยังรุนแรงและยืดเยื้อ ทำให้เส้นทางการค้าสำคัญของไทยในภูมิภาคนี้หยุดชะงัก
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากการหารือกับผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) หรือทูตพาณิชย์จากหลายประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลาง พบว่าจากสถานการณ์สงครามที่ยังคงตึงเครียดและยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อระบบการขนส่งสินค้าในภูมิภาคอย่างรุนแรง
ในมุมของผู้ส่งออกไทย ปัญหาที่เกิดขึ้นชัดเจนที่สุดในเวลานี้คือ การขนส่งทางเรือไปตะวันออกกลางหยุดชะงักทั้งหมด เนื่องจากสายเรือส่วนใหญ่ไม่รับจองระวางเรือ (Booking) และไม่กล้านำเรือเข้าไปในพื้นที่เสี่ยง
“ตอนนี้การส่งออกทางเรือไปตะวันออกกลางเป็นศูนย์ ส่งไม่ได้เลย สายเรือไม่รับบุ๊กกิ้งและไม่กล้าวิ่ง ทำให้ผู้ส่งออกต้องหยุดรอดูสถานการณ์” นายวิศิษฐ์ กล่าว
ผลกระทบดังกล่าวทำให้สินค้าส่งออกของไทยที่กำลังอยู่ระหว่างการขนส่งหรือเตรียมส่งมอบไปยังตลาดตะวันออกกลาง ตกค้างอยู่ตามท่าเรือและในเส้นทางเดินเรือจำนวนมาก สำหรับสินค้าที่ติดค้างอยู่ในระบบโลจิสติกส์ขณะนี้ ผู้ส่งออกไทยมีทางเลือกหลักอยู่ 2 แนวทาง
แนวทางแรกคือ นำสินค้ากลับมายังประเทศไทย ซึ่งต้องรับภาระค่าระวางเรือไป-กลับเพิ่มขึ้น อีกทางเลือกหนึ่งคือ ฝากสินค้าไว้ที่ท่าเรือใกล้ตลาดปลายทาง เพื่อรอให้สถานการณ์คลี่คลายก่อนส่งมอบให้ลูกค้า
“บางรายที่ลูกค้าปลายทางต้องการสินค้าอย่างมาก ก็ต้องหาพอร์ตใกล้ตลาดเพื่อฝากสินค้าไว้ก่อน รอให้สถานการณ์ดีขึ้นค่อยส่งต่อเข้าไป” นายวิศิษฐ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้จะสามารถส่งสินค้าได้ในอนาคต แต่ผู้ส่งออกก็ยังต้องเผชิญกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะค่าประกันภัยความเสี่ยงจากสงคราม (War Risk Insurance) ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบันมีการกำหนดอัตราเบื้องต้นไว้ โดยตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุตอยู่ที่ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อตู้, ตู้ 40 ฟุต 3,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อตู้ และตู้ควบคุมอุณหภูมิ (Reefer) 4,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อตู้
“ในภาพรวมค่าระวางเรือเวลานี้ปรับขึ้นบ้างแต่ยังไม่มาก แต่สิ่งที่หนักที่สุดคือค่าประกันความเสี่ยงสงคราม ซึ่งจะเป็นต้นทุนใหม่ของการค้าระหว่างประเทศในพื้นที่นี้”
สำหรับสินค้าหลักของไทยที่ส่งออกไปตลาดตะวันออกกลาง ได้แก่ รถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ สินค้าเกษตร อาหารสำเร็จรูป ปลากระป๋อง และผักผลไม้แปรรูป ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เส้นทางเดินเรือเป็นหลัก โดยตลาดสำคัญคือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งสินค้าไทยจำนวนมากจะถูกส่งไปยัง ท่าเรือเจเบล อาลี (Jebel Ali) เพื่อใช้เป็นศูนย์กระจายสินค้าในภูมิภาค อีกตลาดสำคัญคือ ซาอุดีอาระเบีย
อย่างไรก็ตาม ท่าเรือเจเบล อาลี เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์โจมตีในช่วงต้นของความขัดแย้ง ทำให้ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยเพิ่มสูงขึ้น ในระยะสั้น ความหวังของผู้ส่งออกไทยจึงอยู่ที่ความเป็นไปได้ที่จีนจะเจรจากับอิหร่าน เพื่อให้สายเดินเรือจีนสามารถเดินเรือเข้าสู่ภูมิภาคได้ก่อน หากการเจรจาประสบความสำเร็จ อาจทำให้การขนส่งสินค้าบางส่วนกลับมาได้ แต่ผู้ส่งออกยังต้องพิจารณาว่าจะสามารถรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้หรือไม่ ขณะที่การขนส่งทางอากาศยังสามารถดำเนินการได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากบางสายการบินเริ่มกลับมาเปิดเที่ยวบินแล้ว แต่ยังไม่เต็ม 100%
อย่างไรก็ดี ต้นทุนค่าขนส่งทางอากาศสูงกว่าทางเรือหลายเท่า และเหมาะกับสินค้าเฉพาะบางประเภท เช่น สินค้ามูลค่าสูงหรือสินค้าเกษตรสด สุดท้ายการซื้อขายจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ อยู่ที่ผู้ซื้อและผู้ขายว่ารับต้นทุนที่สูงขึ้นได้หรือไม่ และสินค้านั้นมีความจำเป็นเร่งด่วนแค่ไหน
นายวิศิษฐ์ประเมินว่า หากสถานการณ์คลี่คลายภายใน 1 เดือน ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการส่งออกของไทยอาจฟื้นตัวได้ภายในครึ่งปีแต่หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ผลกระทบจะขยายตัวรุนแรงขึ้น และตลาดตะวันออกกลางซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 4% ของการส่งออกไทยทั้งหมด อาจหายไปครึ่งหนึ่งหรือหายไปทั้งหมดในระยะหนึ่ง
สำหรับท่าทีของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ล่าสุดยังคงประมาณการส่งออกไทยในภาพรวมปี 2569 ไว้ที่ -1.5% ถึง -0.5% เนื่องจากเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน แต่มีแนวโน้มที่จะนำสถานการณ์สงครามมาประเมินใหม่ในการประชุมครั้งถัดไป
โดยในเชิงนโยบาย ไทยจำเป็นต้องเตรียมแผนสำรองด้านการค้าและพลังงาน เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของโลกที่เพิ่มขึ้น โดยภาคเอกชนต้องเร่งกระจายตลาดใหม่ เดินหน้าการเจรจา FTA และปรับโครงสร้างการผลิตให้ยั่งยืนมากขึ้น ขณะที่ด้านพลังงานไม่สามารถหวังพึ่งการอุดหนุนจากรัฐได้ตลอดไป เพราะกองทุนน้ำมันก็มีข้อจำกัด
ในระยะยาวธุรกิจไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวสู่พลังงานทดแทนและความยั่งยืน (Sustainability) เพื่อรับมือกับความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลกที่กำลังกลายเป็นความเสี่ยงถาวรของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และอาเซียน กล่าวว่า หากเส้นทางเดินเรือสู่ตะวันออกกลางยังหยุดชะงักและมีความยืดเยื้อ จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยไปตะวันออกกลางที่เฉลี่ยเดือนละประมาณ 3.3 หมื่นล้าน(ปี 2568 ไทยส่งออกไปตะวันออกกลาง 409,150 ล้านบาท) นอกจากนี้การส่งออกไทยไปตลาดอื่น เช่น ยุโรป ที่ต้องใช้เส้นทางที่ไกลขึ้นโดยเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดง จะทำให้การส่งออกไทยมีต้นทุนที่สูงขึ้น และจะชะลอตัวลงในภาพรวม
“ภาพรวมส่งออกไทยปีนี้อาจติดลบถึง 3% และการเติบโตทางเศรษฐกิจ(GDP) จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 2% มีโอกาสเติบดตลอลงเหลือเพียง 0.5-1.0% เท่านั้น” ดร.อัทธ์ กล่าว
ขณะที่นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า ภาคการส่งออกไทยมีสัดส่วนประมาณ 65% ของจีดีพีไทย ซึ่งทาง สรท.และกระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าการส่งออกไทยปี 2569 ไว้ที่ 2-4% ในเบื้องต้นยังคงเป้าหมายไว้ตามเดิม และจะพยายามผลักดันไปให้ถึง แม้จะมีปัจจัยเสี่ยงอยู่มาก เฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

