
จับตา 11 มี.ค. มิลค์บอร์ด เคาะลดราคาน้ำนมดิบเหลือ 19.45 บาท/กก. ฝ่านมผงถล่มตลาด
ประธานสภาเกษตรกรฯ เผยแผน อ.ส.ค.กู้เงิน 600 ล้าน จ่ายค่าน้ำนมดิบเกษตรติดหล่ม ลุ้นรัฐบาลใหม่ปลดล็อก-จับตามติมิลค์บอร์ด หั่นราคาน้ำนมดิบ 11 มี.ค. 69 จาก 20.22 บาท เหลือ 19.45 บาทต่อกิโลฯ สกัดนมผงย้อมแมวขายในโครงการนมโรงเรียน ทุบเกษตรกร ทำน้ำนมดิบล้นวันละ 200 ตัน
KEY
POINTS
- คณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม (มิลค์บอร์ด) จะประชุมในวันที่ 11 มีนาคม เพื่อพิจารณาปรับลดราคารับซื้อน้ำนมดิบ
- มีการเสนอให้ปรับลดราคาจาก 20.22 บาท เหลือ 19.45 บาท ซึ่งสวนทางกับต้นทุนการผลิตของเกษตรกรที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- การพิจารณาเกิดขึ้นท่ามกลางปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด และการแข่งขันจากนมผงนำเข้าราคาถูก ซึ่งพบปัญหาการลักลอบนำไปผสมในโครงการนมโรงเรียน งบ 1.4 หมื่นล้านบาทต่อปี
อุตสาหกรรมโคนมไทยกำลังเผชิญวิกฤตซ้ำซ้อน ทั้งปัญหาการบริหารจัดการภายใน ข้อติดขัดทางกฎหมายในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล และต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้นสวนทางกับนโยบายการปรับลดราคาน้ำนมดิบ ขณะที่ผู้ประกอบการและเกษตรกรต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับผลกระทบการนำเข้าผลิตภัณฑ์นมภายใต้กรอบความตกลงการค้าเสรีไทย- ออสเตรเลีย (TAFTA) และความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นไทย-นิวซีแลนด์ (TNZCEP) ตั้งแต่ปี 2568 และขณะนี้กำลังย่างเข้าสู่ปีที่ 2
นายนัยฤทธิ์ จำเล ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ และอดีตประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย จำกัด เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ถึง ความคืบหน้ากรณีองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ขอกู้เงินจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรจำนวน 600 ล้านบาท เพื่อนำไปจ่ายหนี้ค้างชำระค่าน้ำนมดิบแก่เกษตรกรนั้น ขณะนี้เรื่องยังค้างอยู่ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) แม้กองทุนฯ จะอนุมัติไปนานแล้ว แต่เนื่องจากมีการยุบสภา ทำให้เลขาธิการ ครม. ไม่สามารถนำเรื่องเข้าพิจารณาได้
จากการหารือเพื่อขอให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกฤษฎีกาตีความในการอนุมัติเรื่องดังกล่าว ผลสรุปคือไม่สามารถอนุมัติได้ในช่วงรัฐบาลรักษาการ โดยต้องรอให้มี ครม. ชุดใหม่เข้ามาบริหาร ซึ่งคาดว่าเร็วที่สุดคือช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่งจากมติดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของ อ.ส.ค. อย่างมาก เนื่องจากเงินกู้งวดแรก 200 ล้านบาทถูกใช้หมดไปแล้ว
อย่างไรก็ดีประเด็นที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้คือ การประชุมคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม หรือ "มิลค์บอร์ด" (Milk Board) ในวันที่ 11 มีนาคม นี้ ซึ่งจะมีการพิจารณาปรับลดราคาน้ำนมดิบจาก 20.22 บาท เหลือ 19.45 บาท ตามการเสนอของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)
ต่อเรื่องดังกล่าว นายนัยฤทธิ์มองว่า การปรับลดราคานี้มีความ "ย้อนแย้ง" กับสถานการณ์จริง เนื่องจากต้นทุนเกษตรกร ทั้งค่าไฟฟ้า น้ำมัน และปุ๋ย ต่างปรับตัวสูงขึ้นจากผลกระทบของสงคราม ถ้าลดราคาลงในขณะที่ต้นทุนทุกอย่างเป็นบวกหรือเพิ่มขึ้น อาชีพการเลี้ยงโคนมซึ่งเป็นอาชีพพระราชทานนี้อาจถึงขั้นล่มสลาย หากทุกภาคส่วนไม่จับมือร่วมกันต่อสู้"
สำหรับการแก้ปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด ทางสภาเกษตรกรฯ เสนอให้มีการบริหารจัดการงบประมาณโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนใหม่ เนื่องจากปัจจุบันมีงบประมาณตั้งไว้ 14,000 ล้านบาท สำหรับเด็กกว่า 8 ล้านคน แต่ในความเป็นจริงมีเด็กเพียง 6.2 ล้านคน ทำให้มีเงินเหลือจ่ายประมาณ 3,000-4,000 ล้านบาท ซึ่งหากรัฐบาลนำงบส่วนนี้มาสนับสนุนให้เด็กได้ดื่มนมเพิ่มอีก 105 วัน หรือดื่มครบ 365 วันต่อปี จะช่วยทั้งด้านโภชนาการของเด็กและช่วยระบายน้ำนมดิบของเกษตรกรได้ โดยที่สำนักงบประมาณไม่น่าจะติดขัดเพราะเห็นชอบในหลักการอยู่แล้ว
นายนัยฤทธิ์ กล่าวว่า ในระยะยาวอุตสาหกรรมนมไทยต้องเผชิญกับการเปิดเสรีทางการค้า นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ซึ่งจะไม่มีมาตรการคุ้มครองเหมือนในอดีต ขณะที่ปัจจุบันทางผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ได้ตั้งข้อสังเกตน้ำนมดิบล้น พบปัญหาการลักลอบผสมนมผงในโครงการนมโรงเรียนเพื่อลดต้นทุน ซึ่งภาคเอกชนบางรายอาจใช้ช่องว่างนี้เนื่องจากนมผงนำเข้ามีราคาต่ำกว่า
“ล่าสุดมีมาตรการเร่งด่วนมอบให้กรมปศุสัตว์ และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ช่วยกันหาเครื่องแยกครีมเพื่อแปรรูปน้ำนมดิบเป็นเนยหรือชีส และแผนการสร้างโรงงานนมผงในประเทศ เพื่อลดสัดส่วนการนำเข้านมผงจากต่างประเทศที่สูงถึง 90,000 ตันต่อปี ให้เหลือเพียง 50,000 ตัน และหันมาใช้วัตถุดิบในประเทศแทน อย่างไรก็ตาม แผนงานทั้งหมดนี้ยังต้องรอความชัดเจนและการอนุมัติจากรัฐบาลชุดใหม่เพื่อขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม” นายนัยฤทธิ์ กล่าวทิ้งท้าย

