
‘สนั่น’ บิ๊กศรีไทยฯ เตือน สงครามยืดเยื้อ ศก.ไทยเสี่ยงสูญ 3 หมื่นล้าน GDP ต่ำ 2%
บิ๊กศรีไทยฯ ประเมินฉากทัศน์สหรัฐ–อิสราเอลปะทะอิหร่าน หากยืดเยื้อเกิน 30 วัน ราคาน้ำมันอาจแตะถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จีดีพีหด 0.1-0.2% เศรษฐกิจไทยเสียหาย 2-3 หมื่นล้าน ติวเข้มภาครัฐทั้งเชิงรุก-เชิงรับรับมือ จี้ภาคเอกชนจำลองสถานการณ์เลวร้าย พร้อมทำแผนสำรองรับมือ
KEY
POINTS
- นายสนั่น อังอุบลกุล ประเมินว่าหากสงครามยืดเยื้อเกิน 1 เดือน อาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยมูลค่า 20,000-30,000 ล้านบาท และฉุดให้ GDP โตต่ำกว่า 2%
- ผลกระทบหลักต่อเศรษฐกิจไทยจะมาจาก 3 ช่องทาง ได้แก่ ความผันผวนของราคาน้ำมัน ค่าเงินบาท และกำลังซื้อของประเทศคู่ค้าที่ลดลง
- เสนอให้ภาครัฐออกมาตรการรับมือผลกระทบด้านค่าครองชีพและต้นทุนอย่างตรงจุด พร้อมชูจุดแข็งของไทยในฐานะพื้นที่ปลอดภัยเพื่อดึงดูดการลงทุน
ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรง เมื่อสหรัฐอเมริกาจับมืออิสราเอลเปิดฉากทำสงครามกับอิหร่านเต็มรูปแบบ ผลกระทบไม่จำกัดอยู่แค่ตะวันออกกลาง แต่ยังลุกลามสู่ระบบเศรษฐกิจโลกทันที โดยเฉพาะตลาดพลังงาน การค้า และความเชื่อมั่นการลงทุน
นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกลุ่มศรีไทยซุปเปอร์แวร์ ประเมินผ่าน “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ไทยในฐานะประเทศพึ่งพาการส่งออกและนำเข้าพลังงานสูง จะได้รับผลกระทบโดยตรงผ่าน 3 ช่องทางหลัก คือ ราคาน้ำมันผันผวน ค่าเงินบาท และกำลังซื้อคู่ค้า
ทั้งนี้ประเมินใน 2 ฉากทัศน์ ฉากทัศน์ที่ 1: สงครามจบเร็ว (ราว 2 สัปดาห์) ความเสี่ยงด้านพลังงานถูกจำกัด ราคาน้ำมันดิบอาจแกว่งอยู่ในกรอบราว 80-85 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ในช่วงสั้น ๆ ความผันผวนค่าเงินและตลาดทุนเกิดแต่ไม่ลากยาว ทำให้การส่งออก การท่องเที่ยว และต้นทุนภาคเอกชนได้รับผลกระทบจำกัด ประเมินเชิงมูลค่าอยู่ที่ 10,000-20,000 ล้านบาท กระทบ GDP ประมาณ 0.05%-0.1% ซึ่งยังพอประคองอยู่ในกรอบที่เศรษฐกิจไทยไม่สะดุดนัก
ฉากทัศน์ที่ 2: สถานการณ์มีความยืดเยื้อ (ราว 1 เดือนหรือมากกว่า) ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอาจพุ่งขึ้นอย่างน้อย 10-20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สู่ระดับ 80-90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และอาจแตะ 100 ดอลลาร์ได้ หากความเสี่ยงช่องแคบฮอร์มุซสูงขึ้น กรณีนี้ผลกระทบเชิงมูลค่าต่อเศรษฐกิจอาจอยู่ราว 20,000-30,000 ล้านบาท และทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจลดลงประมาณ 0.1-0.2% จากฐานการขยายตัวที่ราว 2%
“มองว่าไม่ว่าจะเป็นฉากทัศน์ใด ไทยควรมองผลกระทบ 3 ช่องทางหลักพร้อมกัน คือ พลังงาน - เงินเฟ้อ, การเงิน – ค่าเงิน - ตลาดทุน, และ โลจิสติกส์ – ห่วงโซ่อุปทาน - ความเชื่อมั่น เพราะทั้งสามเชื่อมโยงกันและส่งผ่านเร็วต่อเศรษฐกิจไทย ในมุมมองผมคิดว่าเป้าหมายของไทยในปีนี้คือประคองเสถียรภาพ พร้อมเปิดโอกาสใหม่ ภายใต้ หลักคิด ยืดหยุ่นและเป็นกลาง”
สำหรับข้อแนะนำภาครัฐ ในเชิงรับ รัฐบาลต้องจัดการแรงกระแทกค่าครองชีพและต้นทุนอย่างเฉพาะจุด ควรบริหาร กองทุนน้ำมันและพลังงานสำรองให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ลดการส่งผ่านต้นทุนแบบรวดเร็ว เกินไปสู่ประชาชนและผู้ประกอบการ โดยเน้นการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและภาคการผลิตที่จำเป็น มากกว่ามาตรการกว้างที่ใช้งบสูงแต่ไม่ตรงจุด พร้อมดูแลเสถียรภาพค่าเงิน และสภาพคล่องในระบบ เพื่อไม่ให้ความผันผวนจากต่างประเทศลามเป็นความเปราะบาง ในประเทศ
ในเชิงรุก ไทยควรใช้จุดแข็งเรื่องความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกฝ่ายและความต่อเนื่องของนโยบาย สื่อสารกับนักลงทุนว่าไทยคือพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการผลิตและโลจิสติกส์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยชูความมั่นคงทางอาหาร (food security) และศักยภาพอุตสาหกรรมที่ไทยทำได้จริง รวมถึงเร่งอำนวยความสะดวกด้านการค้า การศุลกากร และการอนุญาตลงทุนให้เร็วขึ้น เพราะในภาวะโลกผันผวนความเร็วในการตัดสินใจ คือแต้มต่อที่สำคัญกว่าคำประกาศเชิงนโยบาย
ส่วนภาคเอกชน สิ่งที่ต้องทำทันทีคือ stress test จำลองสถานการณ์ราคาน้ำมันและค่าระวางเรือที่สูงขึ้น พร้อมทำแผนสำรองด้านการเงินและการจัดหาวัตถุดิบ ลดการพึ่งพาเส้นทางขนส่ง หรือตลาดเดียว และเร่งยกระดับการบริหารพลังงานในโรงงานและโลจิสติกส์เพื่อลดต้นทุน ต่อหน่วย เพราะในช่วงผันผวนความสามารถในการคุมต้นทุนจะเป็นตัวตัดสินว่าใครอยู่รอด

