thansettakij
thansettakij
ส่งออกไทยฝ่าไฟสงคราม สินค้าตกค้าง  3.2 หมื่นล้าน ค่าระวาง–ประกันความเสี่ยงพุ่ง

ส่งออกไทยฝ่าไฟสงคราม สินค้าตกค้าง 3.2 หมื่นล้าน ค่าระวาง–ประกันความเสี่ยงพุ่ง

05 มี.ค. 2569 | 22:56 น.
อัปเดตล่าสุด :05 มี.ค. 2569 | 22:56 น.

ส่งออกไทยสลักไฟสงครามตะวันออกกลาง ค่าประกันภัยพุ่งแรง 2,000-4,000 ดอลลาร์ต่อตู้ ค่าระวางเรือปรับขึ้นเกือบเท่าตัว สรท.ชี้มีสินค้าดีเลย์ และติดค้างอยู่ระหว่างขนส่งมูลค่ากว่า 32,000 ล้าน ไม่สามารถเข้าสู่ท่าเรือปลายทางได้ตามกำหนด “ศุภจี” สั่งลุย 6 มาตรการเชิงรุกช่วยผู้ประกอบการไปต่อ

KEY

POINTS

  • สงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกไทย ทำให้มีสินค้าตกค้างระหว่างการขนส่งมูลค่าประมาณ 32,000 ล้านบาท
  • ผู้ส่งออกต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างมาก ทั้งค่าระวางเรือที่เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว และค่าเบี้ยประกันความเสี่ยงภัยสงครามที่พุ่งสูงขึ้นหลายเท่า
  • สายการเดินเรือบางแห่งหยุดรับสินค้าและต้องเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือเพื่อเลี่ยงพื้นที่ขัดแย้ง ส่งผลให้การขนส่งล่าช้าและเกิดปัญหาตู้คอนเทนเนอร์หมุนเวียนไม่ทัน

สงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน เริ่มกระทบการส่งออกไทยโดยตรง หลังเส้นทางเดินเรือตะวันออกกลางเผชิญความเสี่ยงสูงขึ้น สายเดินเรือบางรายหยุดรับสินค้า ค่าประกันภัยสงครามพุ่งแรง ทำให้สินค้าส่งออกไทยบางส่วนดีเลย์และติดค้างระหว่างขนส่งจำนวนมาก ขณะที่ผู้ส่งออกต้องเลือกระหว่างนำสินค้ากลับประเทศ หรือพักสินค้าไว้ที่ท่าเรือศูนย์กลาง เช่น สิงคโปร์ เพื่อรอประเมินสถานการณ์

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางเริ่มสะท้อนต่อภาคการส่งออกไทยอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในมิติของต้นทุนขนส่งและความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์ หลังจากสายเดินเรือบางรายเริ่มหยุดรับสินค้าที่มีปลายทางตะวันออกกลางในช่วงนี้

“ตอนนี้ผลกระทบหลักอยู่ที่เส้นทางตะวันออกกลางก่อน เพราะสายเรือบางรายยังไม่รับสินค้าที่จะส่งไปในช่วงนี้ ผู้ประกอบการที่ส่งของออกไปแล้วจึงมีทางเลือกคือเอาของกลับมาก่อน หรือไม่ก็นำไปพักไว้ที่ท่าเรือหลัก เช่น สิงคโปร์ เพื่อรอส่งต่อไปปลายทาง”

ส่งออกไทยฝ่าไฟสงคราม สินค้าตกค้าง  3.2 หมื่นล้าน ค่าระวาง–ประกันความเสี่ยงพุ่ง

อย่างไรก็ตาม การพักสินค้าไว้ที่ท่าเรือศูนย์กลางยังมีความเสี่ยง เนื่องจากยังไม่สามารถประเมินได้ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งจะยืดเยื้อเพียงใด ทำให้ผู้ส่งออกจำนวนหนึ่งเลือกนำสินค้ากลับประเทศเพื่อรอจังหวะการส่งออกใหม่ ปัจจัยที่กดดันต้นทุนมากที่สุดในขณะนี้คือ ค่าประกันความเสี่ยงจากสงคราม (War Risk Premium) ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

โดยปัจจุบันตู้คอนเทนเนอร์ 20 ฟุต มีอัตราค่าประกันความเสี่ยงประมาณ 2,000 ดอลลาร์ต่อตู้ ตู้คอนเทนเนอร์ 40 ฟุต ประมาณ 3,000 ดอลลาร์ต่อตู้ และตู้สินค้าแบบควบคุมอุณหภูมิ (Reefer) ประมาณ 4,000 ดอลลาร์ต่อตู้ ระดับราคาดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากช่วงปกติที่อยู่เพียงหลักร้อยดอลลาร์ หรือประมาณ 300-1,000 ดอลลาร์ต่อตู้

นอกจากนี้ ค่าประกันดังกล่าวยังเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นแยกต่างหากจากค่าระวางเรือ ซึ่งเริ่มมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นตามความเสี่ยงของเส้นทางเดินเรือ โดยบางเส้นทางมีการปรับเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากช่วงก่อนเกิดความตึงเครียด ทั้งนี้จากสถานการณ์ความไม่ปลอดภัยในเส้นทางเดินเรือ โดยเฉพาะบริเวณทะเลแดงและช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งพลังงานและสินค้าสำคัญของโลก ทำให้ผู้ประกอบการขนส่งและบริษัทประกันภัยเพิ่มมาตรการประเมินความเสี่ยงอย่างเข้มงวด

“แม้เส้นทางส่งออกไปยุโรปและสหรัฐฯ ยังสามารถดำเนินการได้ตามปกติ แต่ผู้ประกอบการยังต้องติดตามสถานการณ์สงครามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากหากความตึงเครียดขยายวงกว้าง อาจกระทบต่อเสถียรภาพของระบบขนส่งทางทะเลโลกและต้นทุนการค้าระหว่างประเทศในระยะต่อไป”

นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง กำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อห่วงโซ่อุปทานและกลไกการค้าโลก ซึ่งวิกฤตการณ์ครั้งนี้ส่งผลกระทบฉับพลันต่อการจราจรทางน้ำในอ่าวเปอร์เซีย ทำให้สายการเดินเรือจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซและพื้นที่เสี่ยงภัย โดยเปลี่ยนไปใช้เส้นทางอ้อมทวีปแอฟริกาผ่านแหลมกู๊ดโฮป

ส่งผลกระทบให้ต้นทุนค่าระวางเรือสูงขึ้นเท่าตัว โดยมีการประเมินว่าค่าระวางเรือตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 40 ฟุต จากปกติที่ 3,500 ดอลลาร์ต่อตู้ เป็น 7,000 ดอลลาร์ต่อตู้ โดยผู้ส่งออกต้องแบกรับภาระค่าธรรมเนียมความเสี่ยงภัยสงคราม และค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นตามระยะทางการเดินเรือที่ยาวนานขึ้น

ทั้งนี้ มูลค่าการส่งออกของไทยไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 5% ของยอดการส่งออกรวมทั่วโลก หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 400,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจากการประเมินคาดว่ามีมูลค่าความเสียหายประมาณ 33,300 ล้านบาทต่อเดือน เฉลี่ยประมาณ 8,300 ล้านบาทต่อสัปดาห์ จากการหยุดชะงักของการเดินทาง ผลกระทบล่าสุดคาดการณ์ ณ เวลานี้มีสินค้าไทยมูลค่าประมาณ 32,000 ล้านบาท ที่อยู่ระหว่างการเดินทางและติดค้างอยู่ในระบบขนส่ง ซึ่งไม่สามารถเข้าสู่ท่าเรือปลายทางได้ตามกำหนด

ด้านตู้คอนเทนเนอร์ สินค้าที่ส่งออกไปแล้วไม่สามารถหมุนเวียนกลับมายังไทยได้ตามกำหนด การหยุดนิ่งทั้งฝั่งนำเข้าและส่งออกทำให้ระบบการจัดสรรตู้สินค้าที่ท่าเรือหลักเกิดสภาวะคอขวด ผู้ส่งออกรายย่อยอาจไม่สามารถจองระวางเรือได้ เนื่องจากสายการเดินเรือให้ความสำคัญกับคู่ค้ารายใหญ่ที่มีศักยภาพในการจ่ายค่าระวางที่สูงขึ้น

นายองอาจ วีรชาติยานุกุล ผู้จัดการทั่วไป บริษัทโคปแลนด์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตคอมเพรสเซอร์ และให้บริการโซลูชันระบบปรับอากาศและทำความเย็น เผยว่า บริษัทฯ มีฐานผลิตที่จังหวัดระยอง ส่งออก 80% ของกำลังการผลิต มีตลาดหลักที่ตะวันออกกลาง รองลงมาคืออาเซียน รวมถึงส่งออกไปบราซิล อเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย จีน และอินเดีย โดยตะวันออกกลางเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทฯ

ขณะนี้พบว่ามีการกักตุนสินค้าอุปโภคบริโภคจนเกลี้ยงชั้นวางในดูไบ เนื่องจากความกังวลเรื่องการปิดท่าเรือขนส่ง ปัจจุบันสถานการณ์แม้ส่งผลทำให้ลูกค้าอยู่ในภาวะ “Wait and See” แต่เชื่อมั่นว่าหลังสงครามสิ้นสุดลง ตลาดจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว (Recover) เนื่องจากการสร้างเมืองและอาคารใหม่ ๆ ในพื้นที่อากาศร้อนจัดมีความจำเป็นต้องใช้ระบบปรับอากาศและคอมเพรสเซอร์เป็นพื้นฐานสำคัญ

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน กล่าวว่า ในด้านการส่งออก ไทยส่งสินค้าไปตะวันออกกลาง 15 ประเทศ มูลค่าสูงถึง 4 แสนล้านบาทต่อปี (ประมาณ 4% ของการส่งออกทั้งหมด) โดย 70% เป็นการส่งไปยังกลุ่มประเทศรัฐอ่าวอาหรับ(GCC) 6 ชาติ คือ UAE, ซาอุดีอาระเบีย, กาตาร์, บาห์เรน, คูเวต และโอมาน การส่งออกในระยะ 1-2 เดือนข้างหน้าหากสถานการณ์ยังไม่ยุติมีความเสี่ยงสูงมาก เพราะเส้นทางเดินเรือและการบินต้องหยุดชะงัก หากประเมินไทยส่งออกไปตะวันออกกลางเดือนละประมาณ 3.3 หมื่นล้านบาท ถ้าหยุดชะงัก 2 เดือน มูลค่าความเสียหายอาจสูงถึง 6 หมื่นล้านบาท

ด้านนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางมีนัยต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและการค้าโลก แม้ไทยมีสัดส่วนการค้าโดยตรงกับประเทศคู่ขัดแย้งไม่สูง โดยในปี 2568 ไทยส่งออกไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางมูลค่า 12,475.58 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 3.67% ของมูลค่าการส่งออกรวม แต่ผลกระทบสำคัญจะเกิดผ่านระบบโลจิสติกส์และเศรษฐกิจโลกมากกว่า

สถานการณ์ความไม่ปลอดภัยในเส้นทางเดินเรือหลักของภูมิภาคทำให้สายเรือหลายรายต้องปรับเส้นทางและเพิ่มระยะเวลาเดินทาง ส่งผลให้ค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย และต้นทุนโลจิสติกส์ปรับสูงขึ้น ขณะเดียวกันยังเกิดความตึงตัวของตู้คอนเทนเนอร์และตารางเรือในบางเส้นทาง ซึ่งกระทบต่อผู้ส่งออกไทยโดยตรง

นอกจากนี้ ราคาพลังงานในตลาดโลกยังมีแนวโน้มผันผวน ซึ่งอาจส่งผ่านไปยังต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งในระยะต่อไป ทำให้แม้ผลกระทบทางตรงต่อการค้าของไทยจะยังจำกัด แต่ผลกระทบทางอ้อมผ่านต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์จำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดมาตรการเชิงรุกเพื่อรับมือสถานการณ์ 6 แนวทาง ได้แก่ 1.การกำกับดูแลราคาสินค้าและป้องกันการฉวยโอกาสปรับราคา 2.การจัดหาแหล่งวัตถุดิบสำรองและกระจายความเสี่ยงแหล่งนำเข้า 3.การช่วยผู้ส่งออกบริหารต้นทุนโลจิสติกส์และค่าประกันภัยที่เพิ่มขึ้น 4.การประสานงานใกล้ชิดกับสายเรือและผู้ให้บริการโลจิสติกส์เพื่อติดตามสถานการณ์ขนส่ง 5.ให้ทูตพาณิชย์รายงานสถานการณ์การค้าและให้คำแนะนำผู้ประกอบการ และ 6.การประเมินผลกระทบต่อเงินเฟ้อและเสถียรภาพราคา เพื่อจัดทำนโยบายรองรับได้อย่างทันท่วงที