thansettakij
thansettakij
บิ๊กเอกชนผวา ‘ภาษีทรัมป์’ ป่วนภาคผลิต-ส่งออกไทยไม่หยุด จี้รัฐเจรจาพลิกเกมสู้

บิ๊กเอกชนผวา ‘ภาษีทรัมป์’ ป่วนภาคผลิต-ส่งออกไทยไม่หยุด จี้รัฐเจรจาพลิกเกมสู้

25 ก.พ. 2569 | 09:09 น.
อัปเดตล่าสุด :25 ก.พ. 2569 | 09:09 น.

เอกชนจี้รัฐเร่งเปิดเจรจาสหรัฐฯ ภายใน 150 วัน หลัง ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ประกาศใช้มาตรา 122 เก็บภาษี 15% ทั่วโลก หอการค้าฯ-ส.อ.ท. ประเมินเป็นโอกาสต่อรองรายสินค้า โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรและอาหารที่มีแต้มต่อจากการนำเข้าวัตถุดิบสหรัฐฯ “เศรษฐา” แนะไทยต้องเตรียมกลยุทธ์เชิงรุก ไม่ใช่รอรับแรงกระแทก

KEY

POINTS

  • ภาคเอกชนแสดงความกังวลต่อนโยบายภาษี 15% ของทรัมป์ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการผลิตและการส่งออกของไทย
  • เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเจรจาต่อรองกับสหรัฐฯ ภายในกรอบเวลา 150 วัน เพื่อหาทางลดผลกระทบและรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน
  • เสนอให้ใช้กลยุทธ์เจรจาเป็นรายสินค้า โดยใช้แต้มต่อที่ไทยเป็นผู้นำเข้าสินค้าเกษตรและพลังงานจากสหรัฐฯ มาเป็นอำนาจต่อรองเพื่อขอยกเว้นภาษี

ท่ามกลางแรงสั่นสะเทือนการค้าโลก หลังโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศใช้อัตราภาษี 15% ตามมาตรา 122 กับประเทศคู่ค้าทั่วโลก ผู้นำภาคเอกชนไทยประเมินว่า แม้เป็นแรงกดดันใหม่ต่อผู้ส่งออก แต่ยังเปิด “หน้าต่างเจรจา” ภายในกรอบ 150 วัน หากรัฐบาลเร่งต่อรองเชิงเทคนิคเป็นรายสินค้า ใช้แต้มต่อทางการค้าให้คุ้มค่า ไทยยังมีโอกาสพลิกเกม รักษาขีดความสามารถแข่งขัน และลดความเสี่ยงระลอกใหม่จากมาตรการเสริมของสหรัฐในอนาคต

หอการค้าฯ มองยังต่อรองได้ โอกาสไทยพลิกสถานการณ์

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า กรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ประกาศใช้อัตราภาษี 15% ตามกฎหมายการค้ามาตรา 122 กับประเทศคู่ค้าในอัตราเดียวกันที่ 15% แทนภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ที่ศาลสูงสุดระบุเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต และต้องยกเลิก มองว่าถือเป็นสัญญาณบวกต่อคู่ค้าทั่วโลกรวมถึงไทย เพราะอย่างน้อยมีกฎหมายการค้ารองรับแม้จะมีการประกาศใช้ภาษีในระดับ 15% ภายในระยะเวลา 150 วัน แต่กระบวนการดังกล่าวยังต้องผ่านการกลั่นกรองจากสภาคองเกรส ซึ่งเป็นขั้นตอนที่เปิดโอกาสให้มีการเจรจา และการต่อรองเชิงเทคนิค

ทั้งนี้ ไทยจำเป็นต้องเตรียมข้อมูลเพื่อแก้ต่าง ในรายประเด็น โดยเฉพาะภายใต้กฎหมายการค้าสหรัฐฯ มาตรา 232 ที่อาจถูกนำมาใช้เพิ่มในระยะถัดไปซึ่งกฎมายนี้ครอบคลุมเรื่องความมั่นคง ลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญา และการแทรกแซงค่าเงิน ซึ่งภาครัฐควรใช้วิธีการเจรจารายหมวดสินค้าแทนการตกลงแบบภาพรวม เพื่อลดผลกระทบ

โดยเฉพาะในหมวดสินค้าเกษตร อาหาร และประมง ที่ไทยมีข้อได้เปรียบจากการเป็นผู้นำเข้าสินค้าเกษตรบางชนิดจากสหรัฐฯ เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง ปศุสัตว์ และพลังงาน ไทยควรใช้จุดนี้เป็นอำนาจต่อรองเพื่อขอยกเว้นภาษี ขณะที่หมวดสินค้าส่งออกสำคัญของไทยเสนอให้กลับไปใช้ระดับภาษีปกติ เนื่องจากหากมีการตั้งกำแพงภาษีสูงเกินไป จะส่งผลเสียต่อค่าครองชีพของประชาชนในทั้งสองประเทศ

สภาอุตฯแนะเร่งเจรจาใน 150 วัน

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การจัดเก็บภาษีแบบเท่ากันหมดทั่วโลก (Across the board) ของสหรัฐฯ ที่ 15% ล่าสุด ถือว่าดีกว่าระบบเดิม (Reciprocal Tariff) ที่สามารถ ปรับขึ้นได้สูงสุดถึง 50% ได้ทันทีตามดุลพินิจฝ่ายการเมืองของสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม ความกังวลไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขภาษีเพียงอย่างเดียวแต่คือเสถียรภาพเชิงนโยบายของสหรัฐในระยะถัดไป เนื่องจากสหรัฐ ยังเผชิญปัญหาขาดดุลการค้า ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และภาระหนี้สูง จึงมีความเป็นไปได้ที่จะออกมาตรการอื่นเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มรายได้เข้าประเทศ ซึ่งอาจกระทบคู่ค้ารวมถึงไทยอีกระลอก

สำหรับไทย กลุ่มสินค้าหลักที่ต้องจับตาที่อาจได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษี 15% ในครั้งนี้ ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วน IC ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ สินค้าอุปโภคบริโภค เฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า อาหารแช่แข็ง อาหารแปรรูป และอัญมณี ที่ต้นทุนภาษีจะเพิ่มขึ้น 15% แม้จะเท่ากันทั่วโลก แต่ย่อมกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มาร์จิ้นหรืออัตราการทำกำไรต่ำ

อีกประเด็นที่ไทยต้องระวังคือ การถูกจับตาเป็น 1 ใน 15 ประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งอาจนำไปสู่แรงกดดันทางการค้ารูปแบบอื่นขณะเดียวกันกำแพงภาษีของสหรัฐต่อจีน อาจทำให้สินค้าจีนไหลทะลักเข้าสู่ตลาดอาเซียน รวมถึงไทย เพื่อระบายสินค้าเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ SME ไทยเสี่ยงถูกดัมพ์ราคาจนแข่งขันไม่ได้

นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงเรื่องการสวมสิทธิ์สินค้า (Transshipment) หากประเทศที่ถูกเก็บภาษีสูงกว่าใช้ไทยเป็นฐานส่งออกไปสหรัฐ ซึ่งอาจทำให้ไทยถูกตรวจสอบเข้มข้นมากขึ้น ส.อ.ท.เสนอว่ารัฐบาลต้องเร่งเจรจากับสหรัฐฯ ให้ได้ข้อยุติภายในกรอบเวลา 150 วัน เพื่อสร้างความชัดเจนและลดแรงกดดันจากภาษี 15%

เอสเอ็มอีกังวลผลกระทบผู้ประกอบการ

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า จากการประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจในปี 2569 พบว่าหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือ “สงครามการค้า” ซึ่งมีความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับนโยบายการจัดเก็บภาษีที่เกิดขึ้นในสมัยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยกรณีที่ศาลสหรัฐอเมริกาได้มีคำวินิจฉัยด้วยคะแนน 6 ต่อ 3 ในเรื่องของ “กำแพงภาษี” ซึ่งจะมีกระบวนการต่าง ๆ ตามมา โดยเฉพาะการ “คืนภาษี” และการดำเนินงานต่อเนื่องจากสิ่งที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ดำเนินการไว้ก่อนหน้านี้ แม้ประเด็นดังกล่าวจะดูเป็นความเสี่ยงจากสงครามการค้า แต่ในอีกมุมหนึ่งถูกมองว่าอาจเป็นปัจจัยที่ ส่งผลดีต่อสถานการณ์ความเชื่อมั่นของเศรษฐกิจโลก และส่งผลต่อเนื่องมาถึงเศรษฐกิจไทย

ความเคลื่อนไหวด้านภาษีในสหรัฐฯ มีความสำคัญต่อประเทศไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจาก สหรัฐอเมริกาเป็นคู่ค้าอันดับต้น ๆ โดยคิดเป็นสัดส่วนการส่งออกประมาณ 18% ของการส่งออกรวมทั้งประเทศ ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เกี่ยวกับมาตรการทางภาษีหรือความเชื่อมั่นในตลาดสหรัฐฯ จึงมีผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทย

นอกจากเรื่องกำแพงภาษีของทรัมป์แล้ว ภาคธุรกิจยังต้องเผชิญกับปัจจัยท้าทายอื่น ๆ ในระดับสากล เช่นสงครามภูมิรัฐศาสตร์ ที่อาจขยายความรุนแรงและส่งผลให้เศรษฐกิจผันผวน เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) แม้สหรัฐฯ จะไม่ได้เข้าร่วมในข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) แต่ประเทศไทยยังจำเป็นต้องขับเคลื่อนเรื่องการลดก๊าซเรือนกระจกและ ESG ควบคู่ไปกับนานาชาติอย่างสหภาพยุโรป และสงครามเทคโนโลยี AI การปรับตัวของภาคแรงงานและ SME เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน

“เศรษฐา”แนะรัฐบาลเกาะติดภาษีทรัมป์

นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ประเมินว่า ต้องดูในรายละเอียดอย่างรอบคอบหากอัตราภาษีใหม่อยู่ที่ 10–15% ก็ยังต่ำกว่ากรอบเดิมราว 19% ที่เคยเป็นฐานการเจรจา แต่สาระสำคัญอยู่ที่ “เงื่อนไขและข้อยกเว้น” ซึ่งอาจเปลี่ยนสมการการแข่งขันในภูมิภาคได้ทันที ไทยจึงต้องเกาะติดและเตรียมกลยุทธ์เชิงรุก ไม่ใช่รอรับแรงกระแทก

อสังหา ชี้สงครามการค้าไม่สิ้นสุดจี้เร่งเจรจา

นายอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ประเมินกรณีนโยบายภาษีของสหรัฐ ว่าเป็น “สัญญาณชัด” ของสงครามการค้าที่ยังไม่สิ้นสุด แม้อัตราภาษีที่ไทยเผชิญล่าสุดราว 15% จะต่ำกว่ากรอบก่อนหน้าที่เคยประเมินไว้ 19% แต่ความผันผวนและการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันสะท้อนความไม่แน่นอนสูงในเวทีการค้าโลก โดยเฉพาะเมื่อสหรัฐส่งสัญญาณพร้อมปรับเงื่อนไขได้ตลอดเวลา

พร้อมมองว่า การประเมินผลกระทบต้องเทียบเชิงแข่งขันกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เพราะไทยไม่สามารถยืนอยู่ลำพังในห่วงโซ่การค้าโลกได้หากประเทศเพื่อนบ้านได้รับเงื่อนไขที่ได้เปรียบกว่า ย่อมกระทบความสามารถในการส่งออกของไทยโดยตรง ดังนั้นรัฐบาลจำเป็นต้องเร่งจัดทีมเจรจา เข้าไปหารือกับฝ่ายสหรัฐอย่างเป็นทางการ เพื่อกำหนดกรอบภาษีและเงื่อนไขที่ชัดเจน ลดความคลุมเครือที่บั่นทอนความเชื่อมั่น ภายใต้บริบทเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวน(volatility) สูง และต้องปรับกลยุทธ์เชิงรุกตลอดเวลา

ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) มองว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ไม่อาจคาดการณ์ล่วงหน้า และสะท้อนแนวโน้มการกีดกันทางการค้าที่ทวีความชัดเจนขึ้นในสหรัฐฯ การตอบโต้เชิงภาษีระหว่างมหาอำนาจยิ่งเพิ่มระดับความไม่แน่นอนให้กับระบบการค้าโลก ทำให้ยากต่อการประเมินผลกระทบที่ชัดเจนในระยะนี้

เธอประเมินว่า หากไม่มีสัญญาณประนีประนอมจากฝั่งสหรัฐฯ ไทยอาจต้องเตรียมตั้งหลักเจรจาใหม่อีกระลอก เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นได้สร้างแรงกดดันต่อภาคส่งออกโดยตรง และซ้ำเติมความผันผวนที่ภาคธุรกิจไทยกำลังเผชิญอยู่แล้วในปัจจุบัน

นายอนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน ประเมินว่า ภาคธุรกิจเริ่ม “ยอมรับความจริง” และทยอยปรับตัวกับความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น หลังอัตราภาษีที่ถูกพูดถึงขยับจาก 10% เป็น 15% ซึ่งแม้เพิ่มขึ้น แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ภาคเอกชนพอรับมือได้ หากยึดฐาน 15% เป็นสมมติฐานหลัก ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยยังไม่รุนแรงเท่ากรณีเดิมที่เคยประเมินไว้สูงถึง 19% อย่างไรก็ดีผู้ประกอบการยังคงใช้ท่าที “รอดูสถานการณ์” (wait and see) เพื่อประเมินรายละเอียดและเงื่อนไขที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ในระยะถัดไป

ด้าน ดร.วรเดช รุกขพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วี บียอนด์ ดีเวลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) มองว่า ความผันผวนด้านภาษีของสหรัฐที่ส่งแรงกระเพื่อมต่อระบบการค้าโลก ย่อมกระทบไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่พึ่งพาการส่งออกและนำเข้ากับตลาดสหรัฐเป็นหลัก อย่างไรก็ดี เขาประเมินว่าผลกระทบจะเป็นลักษณะ “ระยะสั้น” มากกว่าการเปลี่ยนโครงสร้างถาวร เนื่องจากผู้ประกอบการไทยมีประสบการณ์รับมือแรงกดดันทางการค้ามาแล้วในอดีต และเริ่มกระจายความเสี่ยง ลดการพึ่งพาตลาดเดียว หันขยายคู่ค้าไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกามากขึ้น จึงเชื่อว่าแม้จะเกิดแรงสะเทือนในช่วงต้น แต่ภาคธุรกิจไทยยังมีศักยภาพปรับตัวและกลับมายืนได้อย่างแข็งแกร่งในระยะต่อไป