
ภาษีทรัมป์ 15% สะเทือนไทย สินค้าจีนเพิ่มความได้เปรียบ รุกตลาดโลกหนักขึ้น
หอการค้าไทยประเมินภาษี 15% ตามมาตรา 122 ยังไม่กระทบทันที หลังลดจาก 19% แต่ห่วงจีนลดภาษีเหลือเท่าไทย เร่งเกมราคา-ซ้ำเติมบาทแข็ง กดดันส่งออกหนักขึ้น
KEY
POINTS
- สหรัฐฯ ปรับใช้อัตราภาษีนำเข้า 15% เท่ากันทั่วโลก ทำให้จีนซึ่งเคยถูกเก็บภาษีในอัตราที่สูงกว่า ได้รับการลดหย่อนลงมาเท่ากับไทย
- นโยบายภาษีใหม่นี้ส่งผลให้สินค้าจีนมีความได้เปรียบด้านราคามากขึ้น และมีแนวโน้มที่จะรุกตลาดสหรัฐฯ และตลาดโลกอย่างหนักหน่วงขึ้น
- ผู้ส่งออกไทยต้องเผชิญความท้าทายซ้ำซ้อน ทั้งจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากจีนและปัญหาเงินบาทที่แข็งค่า ซึ่งกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน
ภาษีสหรัฐ 15% แบบเท่ากันทั่วโลก แม้ดูเหมือนลดแรงกดดันจากอัตราเดิม แต่กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนใหม่ต่อโครงสร้างการแข่งขันการค้าโลก ไทยอาจไม่เสียเปรียบทันที ทว่าการที่จีนลดภาษีลงมาอยู่ระดับเดียวกัน กลับเพิ่มความได้เปรียบด้านราคาและเร่งเกมรุกในตลาดสหรัฐฯ และตลาดที่สาม ท่ามกลางเงินบาทแข็งค่า ผู้ส่งออกไทยจึงต้องรับมือความท้าทายรอบใหม่ที่เข้มข้นกว่าเดิม
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงกรณีที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ปรับใช้อัตราภาษีนำเข้า 15% ตามกฎหมายการค้าปี 1974 มาตรา 122 แทนภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) เดิม 19% ว่า ในระยะสั้นยังไม่กระทบทันที เนื่องจากอัตราภาษีลดลงจากเดิม จึงอาจเป็นผลบวกเล็กน้อยต่อผู้นำเข้าและยังมีช่องว่างในการทำธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาความเสี่ยงระยะกลางและระยะยาว เพราะสหรัฐยังสามารถใช้มาตรา 301 ซึ่งมุ่งจัดการการค้าที่ไม่เป็นธรรม และมาตรา 232 ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อเก็บภาษีรายสินค้าเพิ่มเติมได้ โดยกระบวนการดังกล่าวแม้ต้องผ่านการไต่สวน แต่หากเกิดขึ้นจะกระทบสินค้าเฉพาะกลุ่มของไทยโดยตรง
ประเด็นที่น่ากังวลคือสินค้าจีน ซึ่งเดิมถูกเก็บภาษีสูงถึง 50% ปรับลดเหลือ 15% เท่ากับไทย ทำให้สามารถแข่งขันด้านราคาได้ดีขึ้นมาก สินค้าจีนจึงมีแนวโน้มรุกตลาดสหรัฐฯ หนักขึ้น และอาจทะลักไปยังตลาดอื่นที่เป็นตลาดเดียวกับไทย ซ้ำเติมด้วยสถานการณ์เงินบาทแข็งค่าในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ยิ่งทำให้ผู้ส่งออกไทยแข่งขันลำบากขึ้น
แม้ภาพรวมสินค้าไทยยัง พอไปได้ และยังไม่ถึงขั้นเสียความสามารถแข่งขัน แต่ภาคธุรกิจจำเป็นต้องเร่งปรับตัว ทั้งการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เพิ่มประสิทธิภาพต้นทุน และนำเทคโนโลยี-นวัตกรรมมายกระดับสินค้า ขณะเดียวกัน ภาครัฐต้องเร่งดูแล Ecosystem ทางธุรกิจ ตั้งแต่ขั้นตอนจดทะเบียน การอนุญาต ไปจนถึงการอำนวยความสะดวก เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการไทยรับมือความผันผวนการค้าโลกในระยะต่อไป

