

KEY
POINTS
ผลสำรวจผู้บริหารบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทยสะท้อนความเชื่อมั่นเชิงบวกต่อทิศทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง แม้กระบวนการรับรองผลและการจัดตั้งรัฐบาลยังต้องใช้เวลา โดยนักลงทุนส่วนใหญ่ประเมินว่าเสถียรภาพที่ชัดเจนขึ้นจะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในระยะถัดไป
ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองไทยที่อยู่ระหว่างรอความชัดเจนเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ นักลงทุนญี่ปุ่นซึ่งถือเป็นกลุ่มทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุดในไทย ยังคงแสดงท่าทีเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพในระยะข้างหน้า
นายกลินท์ สารสิน นายกสมาคมไทย-ญี่ปุ่น เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า จากการพูดคุยกับผู้ประกอบการญี่ปุ่นส่วนใหญ่ ดีใจที่เห็นพรรคใหญ่ ๆ เข้ามาร่วมรัฐบาล และเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้จะมีเสถียรภาพมากกว่าคราวก่อน แม้จะไม่เร่งรัดกรอบเวลาการตั้งรัฐบาลก็ตาม
ทั้งนี้ นักลงทุนญี่ปุ่นเข้าใจบริบทการเมืองไทยดี และมองว่าการจัดตั้งรัฐบาลอาจต้องใช้เวลา แต่ไม่ได้สร้างความตื่นตระหนก โดยเชื่อว่าประเทศไทยยังเดินหน้าต่อ และยังไปได้ พร้อมคาดหวังว่าความชัดเจนทางการเมืองจะช่วยเสริมบรรยากาศการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี
โดยจากผลสำรวจซีอีโอบริษัทญี่ปุ่นในไทยช่วงปลายปีที่ผ่านมา เทียบกับมุมมองต้นปีนี้ พบว่าส่วนใหญ่ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจะดีขึ้นหลังการเลือกตั้ง โดยส่วนใหญ่คาดว่าตั้งแต่ต้นปีนี้เป็นต้นไป เศรษฐกิจน่าจะดีขึ้น แม้จะไม่ได้ระบุตัวเลขการเติบโตชัดเจนว่าจะขยายตัวได้เดิน 3% ตามที่พรรคภูมิใจไทยแกนนำจัดตั้งเคยประกาศไว้หรือไม่ แต่สะท้อนความเชื่อมั่นต่อโอกาสของไทยในภูมิภาค
“ในมุมมองนักลงทุนญี่ปุ่น ไทยยังมีโอกาส มากกว่าหลายประเทศเพื่อนบ้าน ด้วยปัจจัยพื้นฐานที่ครบถ้วน ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ และเครือข่ายธุรกิจญี่ปุ่นที่ปักหลักในไทยมายาวนานกว่า 30-40 ปี เครือข่ายดังกล่าวเอื้อต่อการต่อยอดห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์” นายกลินท์ กล่าว
จุดเด่นอีกด้านคือ คุณภาพชีวิตและความพร้อมในการรองรับผู้บริหารต่างชาติ เรื่อง hospitality การใช้ชีวิตสะดวกสบาย มีความปลอดภัย มีโรงเรียนนานาชาติที่มีคุณภาพมาตรฐานสากล สามารถนำครอบครัวมาอยู่ได้หมด ขณะที่ไทยยังเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค เดินทางไปมาสะดวก เหมาะเป็นฐานบริหารจัดการธุรกิจอาเซียน
นายลินท์ ยังเปรียบเทียบการลงทุนของญี่ปุ่นในไทย ในเวียดนาม และในอินโดนีเซียว่า หากมองภาพการลงทุนย้อนหลัง 10-20 ปี ญี่ปุ่นใช้ไทยเป็นฐานการผลิตหลัก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ไทยกลายเป็นดีทรอยต์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา เงินลงทุนใหม่ส่วนหนึ่งไหลไปยังเวียดนามอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงอินโดนีเซียบางส่วน สะท้อนยุทธศาสตร์กระจายความเสี่ยงและเกาะกระแสตลาดใหม่
ปัจจุบัน เวียดนามเป็นฐานผลิตเพื่อส่งออกในหลายอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น รวมถึงบริษัทข้ามชาติอื่น ๆ ทั้งอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอาหาร ขณะที่อินโดนีเซียเน้นผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ เนื่องจากมีประชากรกว่า 300 ล้านคน ตลาดภายในใหญ่และมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดีนักลงทุนญี่ปุ่นยังมองว่า “เมืองไทยเป็นประเทศที่ดี ไม่เบี้ยวเขา” และคาดว่าในอนาคตการลงทุนจะกลับมาเพิ่มขึ้น
ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีนรุกหนักในไทย แต่ค่ายญี่ปุ่นยังคงยึดกลยุทธ์รถยนต์ไฮบริดเป็นหลัก นายกลินท์ระบุว่า “รถยนต์ Hybrid ญี่ปุ่นในไทยขายดีมาก ยอดไม่ตกเลย” โดยญี่ปุ่นยังไม่เร่งเกม EV เต็มรูปแบบเท่าจีน ทำให้ตลาดไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีและการแข่งขันเชิงนโยบาย
อย่างไรก็ดี ประเด็นที่นักลงทุนญี่ปุ่นยังจับตา คือเรื่องคอร์รัปชัน แม้ผลสำรวจไม่ได้ระบุชัดถึงดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันของไทยที่ลดลง แต่อยู่ในความกังวลระดับปฏิบัติการ โดย concern ในเรื่องการจ่ายเบี้ยใบ้รายทาง แต่ในภาพรวมความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยของนักลงทุนญี่ปุ่นยังอยู่ในระดับสูง
ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนว่า ญี่ปุ่นยังไม่ถอยจากไทย แม้จะกระจายการลงทุนไปยังเวียดนามและอินโดนีเซียมากขึ้นในช่วงหลัง การเมืองที่มีเสถียรภาพและนโยบายเศรษฐกิจที่ชัดเจนจะเป็นตัวแปรสำคัญในการดึงเม็ดเงินลงทุนรอบใหม่ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคพลังงานใหม่และห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีขั้นสูง หากรัฐบาลใหม่สามารถสร้างความต่อเนื่องเชิงนโยบายและยกระดับความโปร่งใสได้ ไทยยังมีศักยภาพเป็นฐานลงทุนหลักของญี่ปุ่นในอาเซียนต่อไป