thansettakij
'ไทยยูเนี่ยน' ปิดปี 68 กวาดยอดขาย 1.32 แสนล้าน  ลุยโตต่อ 3–4% ปี 69

'ไทยยูเนี่ยน' ปิดปี 68 กวาดยอดขาย 1.32 แสนล้าน ลุยโตต่อ 3–4% ปี 69

18 ก.พ. 2569 | 12:44 น.
อัปเดตล่าสุด :18 ก.พ. 2569 | 12:44 น.

ไทยยูเนี่ยน ปิดปี 2568 กวาดยอดขาย 132,719 ล้านบาท ปริมาณทะลุ 9 แสนตัน ดัน GPM ทำสถิติ 18.9% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ประกาศปันผลทั้งปี 0.70 บาทต่อหุ้น โต 6% พร้อมตั้งเป้ารายได้ปี 69 ขยายตัว 3–4%

KEY

POINTS

  • ผลประกอบการปี 2568 มียอดขายรวม 132,719 ล้านบาท และอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 18.9% แม้เผชิญแรงกดดันด้านภาษีและค่าเงิน
  • กำไรต่อหุ้น (EPS) เติบโต 7.2% จากปีก่อนหน้า พร้อมประกาศจ่ายเงินปันผลรวมทั้งปีที่ 0.70 บาทต่อหุ้น
  • ตั้งเป้าหมายสำหรับปี 2569 ให้ยอดขายเติบโตต่อเนื่อง 3-4% โดยคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะอยู่ในช่วง 19-20%

บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU รายงานผลประกอบการปี 2568 แข็งแกร่ง ท่ามกลางแรงกดดันภาษีนำเข้าและค่าเงินผันผวน โดยทำยอดขายรวม 132,719 ล้านบาท ปริมาณการขาย 908,436 ตัน เพิ่มขึ้น 2.5% จากปีก่อน ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ขยายตัวแตะ 18.9% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนและการปรับตัวเชิงกลยุทธ์ขององค์กร

กำไรจากการดำเนินงานที่ปรับปรุงแล้ว (ไม่รวม transformation cost) อยู่ที่ 6,998 ล้านบาท โดยกำไรต่อหุ้น (EPS) เติบโต 7.2% จากปีก่อนหน้า พร้อมประกาศจ่ายเงินปันผลงวดครึ่งปีหลัง 0.35 บาทต่อหุ้น รวมทั้งปี 0.70 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 6% คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล 57.7%

นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า ปี 2568 เป็นปีที่ท้าทายจากปัจจัยภายนอกหลายด้าน ทั้งภาษีนำเข้าและแรงกดดันอัตราแลกเปลี่ยน แต่บริษัทสามารถรักษาความสามารถทำกำไรและการเติบโตได้ต่อเนื่อง

“แม้เผชิญแรงกดดันรอบด้าน เราสามารถทำ GPM สูงสุดเป็นประวัติการณ์กำไรต่อหุ้นเติบโต และปริมาณขายขยายตัวต่อเนื่องโครงการทรานส์ฟอร์เมชันช่วยให้องค์กรคล่องตัวและบริหารต้นทุนได้อย่างมีวินัย”

'ไทยยูเนี่ยน' ปิดปี 68 กวาดยอดขาย 1.32 แสนล้าน  ลุยโตต่อ 3–4% ปี 69

ผลประกอบการไตรมาส 4/2568 ยอดขายเติบโตต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สองที่ 0.7% (ไม่รวมผลกระทบอัตราแลกเปลี่ยน) จากแรงหนุนปริมาณขายในกลุ่มอาหารทะเลแช่แข็ง อาหารสัตว์น้ำและสัตว์บก และอาหารสัตว์เลี้ยง

ด้านโครงสร้างรายกลุ่มธุรกิจ กลุ่มอาหารทะเลแปรรูปมีปริมาณขายเพิ่มขึ้นในยุโรป สหรัฐฯ แคนาดา และไทย แต่ยอดขายลดลง 1.8% จากราคาขายเฉลี่ยที่ลดลง โดยเฉพาะในยุโรป

กลุ่มอาหารทะเลแช่แข็ง ยอดขายเติบโต 3.4% ปริมาณเพิ่ม 5.6% จากการปรับราคาสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของธุรกิจอาหารสัตว์น้ำและสัตว์บก โดยทำ GPM สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 14.5%

กลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยงยังเป็นดาวเด่น ยอดขายเติบโต 1.4% (หรือ 6.7% ในสกุลดอลลาร์สหรัฐ) จากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น 2.8% โดยเฉพาะคำสั่งซื้อจากลูกค้ารายใหญ่ในสหรัฐฯ และยุโรป อัตรากำไรขั้นต้นปรับขึ้นเป็น 26.3% สูงกว่ากรอบเป้าหมาย 23–25% ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สาม

ส่วนผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า (Value-added) ทำ GPM ได้ 21.7% แม้ยอดขายได้รับผลกระทบจากความต้องการที่ชะลอตัวในสหรัฐฯ

ในด้านการบริหารเงินทุน บริษัทดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืนรอบที่ 4 ครบ 400 ล้านหุ้น มูลค่า 4,310 ล้านบาท และลดทุนจดทะเบียนโดยยกเลิกหุ้น 200 ล้านหุ้น มีผล 8 มกราคม 2569 ทำให้ทุนชำระแล้วเหลือ 4,255 ล้านหุ้น ตอกย้ำการสร้างผลตอบแทนผู้ถือหุ้นควบคู่การรักษาความยืดหยุ่นทางการเงิน

ด้านความยั่งยืน TU ได้รับการปรับเพิ่มคะแนน ESG จาก FTSE Russell เป็น 4.3 จาก 5 คะแนน และได้รับการประเมิน CDP ระดับ A ด้านการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สะท้อนความก้าวหน้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการจัดการห่วงโซ่อุปทาน ภายใต้กลยุทธ์ SeaChange® 2030

สำหรับปี 2569 บริษัทตั้งเป้ายอดขายเติบโต 3–4% จากการขยายตัวทุกกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะอาหารสัตว์เลี้ยง พร้อมประเมิน GPM อยู่ในช่วง 19–20% จากการฟื้นตัวของอาหารทะเลแปรรูปและแช่แข็ง

บริษัทคาดว่า SG&A ต่อยอดขายจะอยู่ที่ 13.5–14.5% สะท้อนผลกระทบภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และงบการตลาดที่เพิ่มขึ้น ขณะที่โครงการ Cost Reset ตั้งเป้าลดค่าใช้จ่ายรวม 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2569

“ไทยยูเนี่ยนก้าวสู่ปี 2569 ด้วยความพร้อมมากขึ้นนวัตกรรมและความยั่งยืนคือหัวใจสำคัญ เรามั่นใจว่าวางรากฐานแข็งแกร่งพอที่จะเติบโตท่ามกลางความท้าทายได้” นายธีรพงศ์กล่าว