
ทอท.โกยกำไรไตรมาสแรกปีงบ 2569 กว่า 4.6 พันล้าน กระทบรายได้ดิวตี้ฟรีลดลง
ทอท.ประกาศผลประกอบการปีงบประมาณ ไตรมาส 1/2569 กำไรสุทธิ 4.6 พันล้านบาท ลดลง 12.94 % กระทบรายได้จากดิวตี้ฟรีลดลง สวนทางภาพรวมปริมาณการจราจรทางอากาศยังคงสะท้อนการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องตามฤดูกาลท่องเที่ยวและการกลับมาของอุตสาหกรรมการบิน
วันนี้ (วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) AOT หรือ ทอท. รายงานผลการดำเนินงานสำหรับไตรมาสที่ 1 ประจำปีงบประมาณ 2569 (ตุลาคม - ธันวาคม 2568) โดยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่จำนวน 4,652.62 ล้านบาท แม้ตัวเลขกำไรจะลดลง 12.94 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ภาพรวมปริมาณการจราจรทางอากาศยังคงสะท้อนการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องตามฤดูกาลท่องเที่ยวและการกลับมาของอุตสาหกรรมการบิน
ขณะที่ปริมาณการจราจรทางอากาศพุ่งต่อเนื่อง ในช่วงไตรมาสที่ 1/2569 ทอท. มีจำนวนเที่ยวบินรวมทั้งสิ้น 208,281 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 1.82 % แบ่งเป็นเที่ยวบินระหว่างประเทศ 116,594 เที่ยวบิน และเที่ยวบินภายในประเทศ 91,687 เที่ยวบิน ขณะที่จำนวนผู้โดยสารรวมมีทั้งหมด 34.47 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2.50 % โดยแบ่งเป็นผู้โดยสารระหว่างประเทศ 20.92 ล้านคน และภายในประเทศ 13.55 ล้านคน
อย่างไรก็ตาม ทอท. ระบุว่าการเติบโตยังมีความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจโลก การแข่งขันที่รุนแรงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และภาพลักษณ์การท่องเที่ยวในเชิงลบ รวมถึงราคาบัตรโดยสารที่อยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ ท่าอากาศยานหาดใหญ่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ทำให้จำนวนเที่ยวบินลดลงเล็กน้อยเนื่องจากความกังวลในการเดินทางของผู้โดยสาร
โดยทอท.มีรายได้รวม 17,332.42 ล้านบาท ลดลง 3.20 % จากปีก่อนหน้า โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้
- รายได้เกี่ยวกับกิจการการบิน : 8,863.27 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.67 % ตามการเพิ่มขึ้นของเที่ยวบินและผู้โดยสาร
- รายได้ที่ไม่เกี่ยวกับกิจการการบิน 7,988.73 ล้านบาท ลดลง 9.83 % สาเหตุหลักมาจากการลดลงของส่วนแบ่งผลประโยชน์จากธุรกิจร้านค้าปลอดอากร (ดิวตี้ฟรี)
- รายได้อื่น: เพิ่มขึ้น 98.44 % เป็น 480.42 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากดอกเบี้ยรับจากการเลื่อนชำระเงินตามมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ
ในด้านค่าใช้จ่ายรวมอยู่ที่ 10,801.84 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.33 % โดยรายการที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญคือ ค่าซ่อมแซมและบำรุงรักษา (เพิ่มขึ้น 30.22 % ) จากการบำรุงรักษาระบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ (APM) และสายพานส่งกระเป๋า รวมถึงค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงานที่เพิ่มขึ้นจากการปรับเงินเดือนประจำปี
นอกจากนี้ทอท.การปรับโครงสร้างธุรกิจปลอดอากรและการส่งเสริมการตลาด ทอท. ได้ดำเนินการแก้ไขสัญญาอนุญาตประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร เพื่อรักษาผลประโยชน์ในระยะยาวและสร้างความต่อเนื่องในการบริการ
ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ: มีการเรียกเก็บค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำต่อหัว (MG) ที่ 232.90 บาท และเพิ่มส่วนแบ่งรายได้ (Revenue Sharing) อีก 35 % ของมูลค่าซื้อต่อหัวส่วนเกิน ซึ่งสูงกว่าสัญญาเดิมที่เก็บเพียง 20 %
การส่งเสริมการบิน: เริ่มดำเนินโครงการกระตุ้นตลาด (Incentive Scheme) ระยะที่ 2 (พฤศจิกายน 2568 - ตุลาคม 2571) โดยให้ส่วนลดค่าธรรมเนียมการบิน 50 % ตลอดโครงการ เพื่อสนับสนุนการเปิดเส้นทางบินใหม่
ฐานะทางการเงินและแผนการพัฒนาในอนาคต ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ทอท. มีสินทรัพย์รวม 206,923.51 ล้านบาท และมีหนี้สินรวม 69,351.29 ล้านบาท ซึ่งลดลง 10.04 % จากการทยอยชำระหนี้ตามสัญญาเช่าและเจ้าหนี้การค้า บริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) อยู่ที่ 0.50 เท่า และอัตราส่วนสภาพคล่องที่ 1.79 เท่า สะท้อนสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง
สำหรับแผนงานในอนาคต ทอท. มุ่งเป้าสู่การเป็น Aviation Hub ผ่านโครงการสำคัญ เช่น
การพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ: แผนแม่บทฉบับปี 2568 ตั้งเป้ารองรับผู้โดยสารรวม 120 ล้านคนต่อปี รวมถึงการเสนอขอขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion)
การพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง: ระยะที่ 3 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารเป็น 40 ล้านคนต่อปี คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปี 2571 รวมถึงการนำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้ เช่น ระบบ Biometrics, Body Scanner และแอปพลิเคชัน SAWASDEE by AOT เพื่อยกระดับความสะดวกสบาย
นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) เปิดเผยว่า ใน 3 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ระหว่างเดือนตุลาคม 2568 ถึงเดือนธันวาคม 2568) AOT มีรายได้จากกิจการการบินรวม 8,863.27 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 58.85 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.67 %
ขณะที่รายได้รวมทั้งหมดอยู่ที่ 17,332.42 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิรวมทั้งสิ้น 4,652.62 ล้านบาท สำหรับปริมาณการจราจรทางอากาศ ณ ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งในสังกัด AOT ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ท่าอากาศยานภูเก็ต และท่าอากาศยานหาดใหญ่ มีจำนวนเที่ยวบินรวม 208,281 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 1.82 % แบ่งเป็นเที่ยวบินระหว่างประเทศ 116,594 เที่ยวบิน และเที่ยวบินภายในประเทศ 91,687 เที่ยวบิน
ขณะที่มีผู้โดยสารใช้บริการรวมทั้งสิ้น 34.47 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2.50 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยแบ่งเป็นผู้โดยสารระหว่างประเทศ 20.92 ล้านคน และผู้โดยสารภายในประเทศ 13.55 ล้านคน
จากการเพิ่มขึ้นของผู้โดยสาร ส่งผลให้มีระดับการใช้โครงสร้างพื้นฐาน (Utilization Rate) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และสนามบินบางแห่งเริ่มเข้าใกล้ระดับขีดความสามารถสูงสุด (Capacity Constraint) สะท้อนความจำเป็นในการเร่งขยายศักยภาพสนามบินทั้ง 6 แห่ง เพื่อรองรับการเติบโตในระยะต่อไป
ทั้งนี้ เมื่อแล้วเสร็จภายในปี 2577 จะทำให้มีขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารรวมประมาณ 214.5 ล้านคนต่อปี สามารถรองรับการเติบโตของผู้โดยสาร เที่ยวบิน ในระยะยาวได้อย่างมั่นคง
พร้อมกันนี้ AOT รุกปรับโครงสร้างรายได้เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยผลักดันรายได้จากกิจการการบิน (Aeronautical Revenue) ผ่านโครงการจูงใจสายการบินให้ทำการบิน ณ ท่าอากาศยานของ AOT เพื่อกระตุ้นการเกิดเส้นทางบินใหม่และเพิ่มความถี่ของเที่ยวบิน
รวมทั้งปรับอัตราโครงสร้างค่าบริการผู้โดยสารขาออก (PSC) ให้เหมาะสม โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มใช้ได้กลางปี 2569 ซึ่งจะทำให้ AOT มีความแข็งแกร่งทางการเงินขึ้นอีกกว่าหมื่นล้านบาท
ขณะเดียวกัน ได้เร่งปรับโครงสร้างรายได้ที่ไม่เกี่ยวกับกิจการการบิน (Non-Aeronautical Revenue) โดยพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์รอบสนามบินของ AOT ด้วยการเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาลงทุนเพื่อต่อยอดรายได้ระยะยาวและลดความผันผวนที่พึ่งพาธุรกิจการบินเพียงด้านเดียว
โดยมีโครงการที่ได้รับอนุมัติแล้ว ได้แก่ สถานีชาร์จรถโดยสารไฟฟ้า ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มูลค่าการลงทุนกว่า 40 ล้านบาท และในอนาคตอันใกล้จะมีการเปิดประมูลพื้นที่ 17 ไร่ ณ ท่าอากาศยานหาดใหญ่มูลค่าการลงทุนกว่า 75 ล้านบาท รวมทั้งเปิดให้มีการลงทุนในกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น โรงแรม โครงการ Mixed-use ซึ่งจะช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดี ทันสมัย ตอบโจทย์ความต้องการของผู้โดยสาร
นางสาวปวีณา กล่าวในตอนท้ายว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานอีก 9 เดือนของปีงบประมาณ 2569 ยังคงเติบโตต่อเนื่องตามทิศทางการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและการเพิ่มความถี่เที่ยวบินของสายการบินทั้งในและต่างประเทศที่ทยอยกลับเข้าสู่ระดับปกติ ส่งผลให้รายได้จากทั้งกิจการการบินและกิจการที่ไม่เกี่ยวกับการบินมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นควบคู่กัน
ทั้งนี้ AOT ยืนยันเดินหน้าบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานตามแผนแม่บท เพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารและเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว
พร้อมรักษาสมดุลโครงสร้างรายได้ให้แข็งแกร่ง และยั่งยืน โดยคำนึงถึงประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน เพื่อสนับสนุนบทบาทของ AOT ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) ของภูมิภาคอย่างมั่นคงและยั่งยืน







