thansettakij
"เพิก” กระทุ้งบอร์ดเกษตรไม่ผูกขาดอำนาจ ดันเกณฑ์อายุไม่เกิน 65 ปี เปิดทางคนรุ่นใหม่

"เพิก” กระทุ้งบอร์ดเกษตรไม่ผูกขาดอำนาจ ดันเกณฑ์อายุไม่เกิน 65 ปี เปิดทางคนรุ่นใหม่

17 ก.พ. 2569 | 10:00 น.
อัปเดตล่าสุด :17 ก.พ. 2569 | 10:05 น.

“เพิก เลิศวังพง” อดีตผู้ว่ารักษาการฯ เดินหน้ารื้อโครงสร้างเก่า ชี้บอร์ดเกษตรกรควรเปิดทางคนรุ่นใหม่ ไม่ผูกขาดอำนาจยาวนาน ดันเกณฑ์อายุไม่เกิน 65 ปี พ่วงอยู่ได้ไม่เกิน 2 สมัย

KEY

POINTS

  • นายเพิก เลิศวังพง อดีตประธานบอร์ด กยท. ได้ลงนามในประกาศจำกัดอายุผู้แทนเกษตรกรไม่เกิน 65 ปี โดยให้เหตุผลว่าเพื่อทลายการผูกขาดอำนาจของคนกลุ่มเดิม
  • ชี้ว่าการจำกัดอายุหรือวาระการดำรงตำแหน่งจะช่วยเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาองค์กร
  • อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ ได้มีคำสั่งให้ชะลอการดำเนินการตามประกาศดังกล่าว เพื่อรอการพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการ กยท.

ยังคงเป็นประเด็นร้อนในแวดวงยางพารา หลังการลงนามประกาศรับสมัครผู้แทนเกษตรกรชาวสวนยางและผู้แทนสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อเข้ารับการสรรหาและแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) โดย นายเพิก เลิศวังพง อดีตประธานกรรมการ (ประธานบอร์ด) และรักษาการผู้ว่าการ กยท. เซ็นลงนามทิ้งทวนก่อนลาออก ในการจำกัดอายุบอร์ดเกษตรกรไม่เกิน 65 ปี

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีคำสั่งให้ “ชะลอ” การดำเนินการตามประกาศดังกล่าวออกไปก่อน โดยให้รอการพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการ กยท. ซึ่งมีกำหนดประชุมในวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้

"เพิก” กระทุ้งบอร์ดเกษตรไม่ผูกขาดอำนาจ ดันเกณฑ์อายุไม่เกิน 65 ปี เปิดทางคนรุ่นใหม่

นายเพิก กล่าวถึงแนวคิดการปฏิรูปโครงสร้างคณะกรรมการภาคเกษตร โดยระบุว่า เกณฑ์อายุของบอร์ดเกษตรกรไม่ควรสูงถึง 60 ปีด้วยซ้ำ และแม้จะกำหนดไว้ที่ 65 ปี ก็ยังถือว่าสูงเกินไป เพราะปัญหาที่ภาคเกษตรขาดคนรุ่นใหม่ ส่วนหนึ่งเกิดจากการผูกขาดตำแหน่งของคนกลุ่มเดิมที่อยู่ในระบบมาหลายยุคหลายสมัย การเลือกตั้งหลายครั้งมักเป็นเพียงการจัดทีมเดิมลงแข่งขัน ทำให้บุคคลอื่นแทบไม่มีโอกาสเข้ามามีบทบาท ส่งผลให้เครือข่ายขนาดใหญ่ที่มีสมาชิกนับล้านครอบครัว กลับถูกบริหารโดยคนไม่กี่กลุ่ม และไม่สามารถขับเคลื่อนองค์กรให้ประสบความสำเร็จได้อย่างที่ควรจะเป็น

ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งรักษาการผู้ว่าการ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) นายเพิกกล่าวว่า ได้เห็นงบประมาณสนับสนุนโครงการจำนวนมหาศาลระดับหลายพันล้านบาท แต่ผลลัพธ์เชิงโครงสร้างยังไม่ชัดเจน จึงตัดสินใจปรับระบบบริหารครั้งใหญ่ โดยโยกย้ายข้าราชการที่ดำรงตำแหน่งครบ 4 ปี โดยเฉพาะระดับผู้บริหาร เพื่อป้องกันการฝังรากของอำนาจและผลประโยชน์

“หากจะเปลี่ยน ต้องผ่าตัดใหม่ทั้งระบบ ที่ผ่านมาองค์กรขาดผู้เชี่ยวชาญที่แท้จริง หลายตำแหน่งทำงานแบบรูทีน ขาดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งที่ตั้งเป้าจะผลักดันไทยสู่การเป็นผู้นำด้านราคายางในตลาดโลก เช่น ภาพลักษณ์องค์กร จำเป็นต้องยกระดับให้ทันสมัยและมีความน่าเชื่อถือในสายตานานาชาติ ไม่ใช่เพียงทำงานแบบประคองตัวไปวันๆ โดยตลอด 2 ปีที่ดำรงตำแหน่ง มีงบประมาณหมุนเวียนรวมกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท จึงตั้งคำถามว่า องค์กรได้ทิ้งผลงานเชิงประวัติศาสตร์หรือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญใดไว้บ้าง”

สำหรับการตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง เป็นการแสดงความรับผิดชอบ และเพื่อเปิดทางให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยยืนยันว่า หากไม่มีศักยภาพจริง ก็ไม่ควรกลับมาอีก ส่วนการยื่นสมัครกลับมาดำรงตำแหน่งประธานบอร์ดอีกครั้งนั้น ขณะนี้ยังไม่ได้ดำเนินการ โดยมองว่าควรรอความชัดเจนทางการเมืองก่อน

นายเพิก ยังกล่าวถึงการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Young Smart Farmer ที่ผ่านการอบรม 2 รุ่น ว่าเป็นกำลังสำคัญที่มีศักยภาพสูง มีเครือข่ายเชื่อมโยงต่างประเทศ ทั้งมาเลเซีย แอฟริกา และญี่ปุ่น พร้อมต่อยอดธุรกิจการเกษตรในระดับภูมิภาค ขณะที่คนรุ่นเก่าบางส่วนยังติดกับแนวคิดแบบเดิม มุ่งเน้นผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม

“ในประเด็นความโปร่งใส ยืนยันว่า ไม่เคยนำญาติพี่น้องหรือคนใกล้ชิดเข้ามาเกี่ยวข้องกับองค์กร และไม่ใช้ตำแหน่งเอื้อประโยชน์ส่วนตัว แม้จะถูกแรงกดดันจากคนใกล้ชิดก็ตาม เพราะมองว่าเป็นเรื่องของบ้านเมือง ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว”

 

"เพิก” กระทุ้งบอร์ดเกษตรไม่ผูกขาดอำนาจ ดันเกณฑ์อายุไม่เกิน 65 ปี เปิดทางคนรุ่นใหม่

นายเพิก ยังกล่าวถึงบทบาทของ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ราคายางเฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้นกว่าปีก่อนหน้ากว่า 20 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเกษตรกรย่อมรับรู้ได้ว่าใครมีบทบาทสนับสนุนอุตสาหกรรมยางพาราอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตามได้ตั้งข้อสังเกตถึงบางกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้าน แต่ไม่เคยมีบทบาทในช่วงที่มีการปราบปรามปัญหายางเถื่อน พร้อมย้ำว่า การปฏิรูปต้องเดินหน้าตามระเบียบที่ได้ลงนามไว้ก่อนหมดวาระ เพื่อให้ได้ตัวแทนที่แท้จริง ไม่ใช่กลุ่มที่บล็อกการเลือกตั้งกันเอง

“ผู้ที่มีอายุเกิน 65 ปี ควรถอยไปทำหน้าที่ที่ปรึกษา เปิดทางให้คนรุ่นใหม่ได้ทำงาน หากไม่ใช้เกณฑ์อายุ อย่างน้อยควรกำหนดวาระไม่เกิน 2 สมัยติดต่อกัน เพื่อป้องกันการผูกขาดอำนาจ” นายเพิกกล่าว พร้อมย้ำว่า หากไม่เร่งแก้ไข ปัญหาจะกลายเป็นการสืบทอดอำนาจในกลุ่มเดิมอย่างต่อเนื่อง ยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงอาจสร้างแรงกระเพื่อม แต่เป็นสิ่งจำเป็น หากต้องการเห็นองค์กรเติบโตอย่างโปร่งใส และเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่มีโอกาสอย่างแท้จริง” นายเพิก กล่าวย้ำในตอนท้าย