

KEY
POINTS
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลจากการสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยหอการค้าโพล มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่าบรรยากาศในปีนี้มีความคึกคักอย่างเห็นได้ชัด โดยคาดการณ์ว่าจะมีเงินสะพัดรวมกว่า 54,000 ล้านบาท ขยายตัวจากปีก่อนประมาณ 5% ซึ่งถือเป็นมูลค่าการใช้จ่ายที่สูงสุดในรอบ 6 ปี นับตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา แม้ว่าความมั่นใจของผู้บริโภคจะยังไม่กลับไปเท่ากับช่วงก่อนเกิดโควิด-19
ทั้งนี้ พฤติกรรมการใช้จ่ายจากผลสำรวจพบว่า เน้นของไหว้ที่จำเป็น กังวลราคาสินค้าพุ่ง กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 70% มองว่าราคาสินค้าเซ่นไหว้ในปีนี้แพงกว่าปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ประชาชนมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดย 33.2% ระบุว่าจะเลือกซื้อเฉพาะสินค้าที่จำเป็น และ 21.6% เลือกที่จะลดจำนวนชิ้นลง สำหรับสถานที่เลือกซื้อสินค้า ตลาดสดยังคงครองแชมป์ที่ 42.5% ตามมาด้วยห้างค้าปลีกค้าส่งและซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีการจัดโปรโมชั่นจองล่วงหน้าเพื่อดึงดูดลูกค้า
ขณะที่ในส่วนของสินค้าที่ใช้จ่ายเพิ่มขึ้นคือ หมูและเป็ด ส่วนสินค้าที่มียอดใช้จ่ายลดลง ได้แก่ ผลไม้ กระดาษเงินกระดาษทอง รวมถึงธูปเทียน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความกังวลเรื่องฝุ่น PM 2.5 สำหรับเงินแต๊ะเอีย ประชาชนส่วนใหญ่ตั้งใจจะให้ในระดับที่ใกล้เคียงเดิม แต่ปริมาณเงินในซองจะแปรผันตามภาวะเศรษฐกิจ โดยผู้รับเงินส่วนใหญ่ 37.9% ระบุว่าจะนำเงินไปเก็บออม และ 14.8% จะนำไปใช้หนี้
นอกจากนี้ การท่องเที่ยวและทำบุญ พบว่า วันเที่ยวคึกคัก เน้นเช้าเย็นกลับ ปีนี้ประชาชนกว่า 60% มีแผนจะเดินทางท่องเที่ยวหรือทำบุญเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อน โดยส่วนใหญ่ 55.9% เน้นการเดินทางแบบเช้าเย็นกลับด้วยรถยนต์ส่วนตัว และใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนประมาณ 5,000 บาทสำหรับการเที่ยวในประเทศ อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มที่เลือกไม่เดินทางเนื่องจากมีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้น 27% และรายได้ลดลง 20.3%
ทั้งนี้ ทัศนะผู้ประกอบการ มั่นใจบรรยากาศบวก เตรียมสต็อกสินค้าเพิ่ม ในมุมมองของผู้ประกอบการ 850 ตัวอย่างทั่วประเทศ พบว่า 42.4% คาดว่ายอดขายในช่วงตรุษจีนปีนี้จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5.2% และ 39.9% มองว่าบรรยากาศจะคึกคักมากกว่าปีที่ผ่านมา, ส่งผลให้ผู้ประกอบการกว่า 26.3% มีการเตรียมสินค้าและบริการไว้รองรับลูกค้ามากขึ้น โดยปัจจัยหลักมาจากการจัดโปรโมชั่นส่วนลดและกิจกรรมส่งเสริมการขายในพื้นที่,
อย่างไรก็ดีความคาดหวังต่อเศรษฐกิจและรัฐบาล แม้จะมีเงินสะพัดเพิ่มขึ้น แต่ประชาชนและผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังมองว่าเศรษฐกิจในปัจจุบันยังไม่ค่อยดี กว่า 50% และคาดว่าจะเริ่มฟื้นตัวได้จริงในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้
ทั้งนี้ ประชาชนและผู้ประกอบการต่างฝากความหวังให้รัฐบาลใหม่เร่งกระตุ้นกำลังซื้อและการใช้จ่าย พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว