thansettakij
ลุ้นรัฐบาลใหม่ ดันสารพัด ‘โครงการค้างท่อ’ พาณิชย์

ลุ้นรัฐบาลใหม่ ดันสารพัด ‘โครงการค้างท่อ’ พาณิชย์

10 ก.พ. 2569 | 23:50 น.

พรรคภูมิใจไทย ประกาศชัยชนะการเลือกตั้งใหญ่ กระทรวงพาณิชย์ กลายเป็นหนึ่งในกระทรวงเป้าหมายที่พรรคพร้อมส่งคนไปดูแล จับตาสารพัด “โครงการค้างท่อ” รอวัดฝีมือรัฐบาลใหม่

KEY

POINTS

  • เร่งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ค้างอยู่ โดยเฉพาะฉบับไทย-สหภาพยุโรป (EU) ซึ่งมีความสำคัญต่อการยกระดับเศรษฐกิจ
  • แก้ไขปัญหาและเจรจามาตรการทางการค้ากับสหรัฐฯ เพื่อลดอุปสรรคและต้นทุนให้กับผู้ส่งออกไทยจากมาตรการภาษีต่างๆ
  • เตรียมความพร้อมรับมือมาตรการกีดกันทางการค้ารูปแบบใหม่ โดยเฉพาะกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เช่น CBAM ของยุโรป
  • ปรับโครงสร้างการส่งออกให้เน้นสินค้ามูลค่าเพิ่ม และสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างแท้จริง

สถานการณ์การค้าโลกยังเผชิญแรงกดดันจากสงครามภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการกีดกันทางการค้ารูปแบบใหม่ ภายใต้บริบทดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์ หนึ่งในกระทรวงเศรษฐกิจที่ไม่เพียงต้องดูแลค่าครองชีพและราคาสินค้า แต่ยังถูกคาดหวังให้เป็น “หัวหอกหารายได้ประเทศ” ผ่านการส่งออกและการเจรจาการค้า

แต่ขณะนี้ยังต้องรอรัฐบาลใหม่ ซึ่งถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด พรรคภูมิใจไทย ที่ประกาศชัยชนะจากการเลือกตั้ง ก็น่าจะกุมบังเหียนผลักดัน “โครงการค้างท่อ” ผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์คนใหม่

รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ขณะนี้นโยบายและโครงการค้างท่ออันดับต้น ๆ ของกระทรวงพาณิชย์ คือ การเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ซึ่งถูกพูดถึงต่อเนื่องมาหลายรัฐบาล แต่ยังไม่สามารถปิดดีลสำคัญได้ โดยเฉพาะ FTA ไทย-สหภาพยุโรป (EU) ที่ถูกมองว่าเป็นกุญแจสำคัญต่อการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย 

ทั้งนี้ในเชิงเศรษฐกิจ FTA ไทย-EU ไม่ได้หมายถึงแค่การลดภาษี แต่คือการยกระดับมาตรฐานสินค้า การผลิต และความเชื่อมั่นของนักลงทุน ทว่าในทางการเมือง การเร่ง FTA กลับเป็นดาบสองคม เนื่องจากกระทบภาคเกษตรบางส่วน และอุตสาหกรรมที่ยังไม่พร้อมรับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและแรงงาน

ทั้งนี้ อีกหนึ่งประเด็นร้อนที่ค้างอยู่ และกำลังกลายเป็นแรงกดดันโดยตรงต่อกระทรวงพาณิชย์ คือ การเจรจาภาษีและมาตรการทางการค้ากับสหรัฐฯ โดยในช่วงที่ผ่านมา สินค้าไทยหลายรายการเผชิญความเสี่ยงจากมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-dumping) การใช้มาตรการภาษีภายใต้เหตุผลด้านความมั่นคง การตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าอย่างเข้มงวด แต่ปัญหาเหล่านี้ยังไม่ได้รับการคลี่คลายอย่างเป็นระบบ และกำลังกลายเป็นต้นทุนเพิ่มให้ผู้ส่งออกไทย 

โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมและสินค้าแปรรูปรัฐบาลใหม่จึงถูกจับตาว่า จะใช้การทูตการค้าเชิงรุก กับสหรัฐฯ มากน้อยเพียงใด เพราะหากปล่อยให้ประเด็นภาษีลากยาว ผลกระทบจะสะท้อนโดยตรงต่อมูลค่าส่งออกและการจ้างงานในประเทศ โดยในทางเศรษฐกิจ การเจรจากับสหรัฐฯ ไม่ใช่แค่เรื่องภาษี แต่คือการรักษาสถานะของไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งรัฐมนตรีพาณิชย์ไม่อาจหลีกเลี่ยงบทบาทนี้ได้

ส่วนอีกเรื่องสำคัญคือ การรับมือมาตรการกีดกันการค้ารูปแบบใหม่ โดยเฉพาะมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เช่น CBAM ของยุโรป และข้อกำหนด ESG จากประเทศพัฒนาแล้ว แม้กระทรวงพาณิชย์จะเริ่มให้ข้อมูลและเตรียมความพร้อม แต่ในเชิงเศรษฐกิจ ยังขาดกลไกช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะกับ SMEs ที่ต้องแบกรับต้นทุนการปรับตัวสูง

ขณะที่การส่งออกไทย แม้ยังขยายตัวได้ในบางช่วง แต่โครงสร้างยังคงพึ่งพาสินค้าเดิม ตลาดเดิม และมูลค่าเพิ่มตํ่า โครงการส่งเสริมการค้าจำนวนมากยังถูกตั้งคำถามว่าจะช่วยเพิ่มคำสั่งซื้อจริงหรือเพียงสร้างกิจกรรม ดังนั้นรัฐบาลใหม่จึงต้องตัดสินใจเชิงนโยบายว่าจะยังคงเดินตามโมเดลเดิม หรือปรับสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านนวัตกรรม อัตลักษณ์ และตลาดเฉพาะ

ทั้งนี้ การดูแลราคาสินค้าและค่าครองชีพยังเป็นแรงกดดันทางการเมืองที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้มาตรการควบคุมราคาจะช่วยประชาชนระยะสั้น แต่ในเชิงเศรษฐศาสตร์กลับสร้างภาระต่อผู้ผลิตและบิดเบือนกลไกตลาด ดังนั้นการใช้มาตรการคุมราคาแบบเดิม หรือกล้าปรับสู่ การลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง ซึ่งอาจเห็นผลช้ากว่า แต่ยั่งยืนกว่า และเสี่ยงทางการเมืองน้อยกว่าในระยะยาว

เช่นเดียวกับการดูแลกลุ่ม SMEs จะถูกยกเป็นหัวใจเศรษฐกิจไทย แต่นโยบายสนับสนุนยังไม่สามารถพา SMEs ก้าวสู่เวทีการค้าโลกได้จริง ปัญหาไม่ใช่การขาดโครงการ แต่คือการขาดการบูรณาการ หากรัฐบาลใหม่ยังไม่สามารถทำให้ SMEs เข้าถึงตลาด ส่งออกได้จริง ไทยจะยังติดกับดักเศรษฐกิจมูลค่าเพิ่มตํ่าต่อไป 

โดยการผลักดัน SMEs ไทยให้แข่งขันได้ทั้งในและต่างประเทศ เป็นนโยบายที่ถูกประกาศต่อเนื่อง แต่ผลลัพธ์ยังไม่ชัดปัญหาหลักคือ SMEs ขาดเงินทุน ขาดความรู้ด้านการค้าระหว่างประเทศ และเข้าถึงตลาดดิจิทัลไม่เท่าเทียม

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวก่อนหน้านี้ในช่วงของการหาเสียงพรรคการเมืองก่อนการเลือกตั้ง ว่า พรรคภูมิใจไทยมีนโยบายเกษตรยกทั้งระบบ-ราคาพืชไร่ต้องอยู่ได้จริง เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างให้กับเกษตรกรในพื้นที่ โดยมีแนวทางสำคัญ ได้แก่ คุมเข้มด่านชายแดน ปิดช่องลักลอบนำเข้าโดยเฉพาะมันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญทำให้ราคาพืชผลในประเทศตกตํ่า และบิดเบือนกลไกตลาด ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของเกษตรกรไทย

นอกจากนี้จะสร้างกลไกรักษาเสถียรภาพราคาพืชไร่หลัก ทั้งมันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และอ้อยโรงงาน ผ่านการบริหารจัดการสต๊อก การกระจายผลผลิต และการเชื่อมโยงตลาดกับโรงงานและผู้แปรรูปในประเทศ เพื่อให้ราคาหน้าฟาร์มสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง 

รวมถึงผลักดันเกษตรกรจากผู้ขายผลผลิตเป็นผู้ประกอบการเกษตร สนับสนุนการแปรรูป เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรในชุมชน ส่งเสริมกลุ่มวิสาหกิจและสหกรณ์การเกษตรให้เข้มแข็งพร้อมเชื่อมต่อแหล่งทุน เทคโนโลยี และตลาดสมัยใหม่ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน เพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างต้นทุนการผลิตของเกษตรกร ทั้งค่าปุ๋ย ค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าเชื้อเพลิง และค่าโลจิสติกส์ ด้วยมาตรการเชิงระบบ เพื่อให้เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิตและมีรายได้ที่มั่นคงในระยะยาว