

KEY
POINTS
ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกและแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ว่าที่รัฐบาลใหม่ของไทยกำลังเผชิญโจทย์ใหญ่ในการกำหนดทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและการต่างประเทศให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ให้สัมภาษณ์กับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า รัฐบาลใหม่จำเป็นต้องเร่งจัดการอย่างน้อย 5 วาระเร่งด่วน หากต้องการพยุงเศรษฐกิจไทยให้รอดพ้นจากความเสี่ยงรอบด้านในปี 2569
วาระแรก คือ “ปากท้องประชาชน” ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดในเวลานี้ ซึ่งการกระตุ้นการบริโภคไม่ใช่แค่การเพิ่มเงินในระบบ แต่ต้องเดินควบคู่กับการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่พุ่งแตะเกือบ 90% ต่อ GDP และหนี้สาธารณะที่ขยับเข้าใกล้ระดับ 70% ต่อ GDP แล้ว นอกจากนี้ ปัญหาปากท้องยังเชื่อมโยงกับราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะ “ทุเรียน” ที่มีสัญญาณราคาตกต่ำจากการแข่งขันของเวียดนามและมาเลเซีย แม้จะเป็นช่วงต้นฤดูกาล แต่ราคากลับอยู่เพียง 60-80 บาทต่อกิโลกรัม สะท้อนความเปราะบางของรายได้เกษตรกรไทย
วาระที่สอง คือ “การเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ” ภายใต้รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งครอบคลุมทั้งการส่งออก การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ภาษีสินค้าสวมสิทธิ์ (Transshipment) และการเร่งทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับยุโรป อินเดีย และอเมริกาใต้ โดยไทยต้องรีบปิดดีลการค้าทุกมิติให้เร็ว เพื่อสร้างความชัดเจนและดึงดูดการลงทุน มิฉะนั้นทุนทั้งไทยและต่างชาติจะชะลอการตัดสินใจ
วาระที่สาม คือ “ภัยพิบัติ” ทั้งภัยแล้งและน้ำท่วม ซึ่งไทยล้มเหลวในการบริหารจัดการมาโดยตลอด หากไม่ยกระดับการวางแผนเชิงรุก จะยิ่งซ้ำเติมภาคเกษตรและเศรษฐกิจฐานรากในระยะยาว
วาระที่สี่ คือ “คอร์รัปชัน สแกมเมอร์ และทุนเทา” ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว ความปลอดภัยของประชาชน และยังโยงไปถึงปัญหาการฟอกเงินและเสถียรภาพค่าเงินบาท ซึ่งล้วนเป็นความเสี่ยงเชิงระบบที่รัฐบาลใหม่ต้องจัดการอย่างจริงจัง
วาระที่ห้า ซึ่ง ดร.อัทธ์ มองว่าเป็นความเสี่ยงอันดับหนึ่ง คือ “ภูมิรัฐศาสตร์โลก” โดยเฉพาะการถอดรหัสเป้าหมายของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เวลานี้ดูเหมือนจะชะลอเกมในบางจังหวะ แต่ไม่ได้หมายความว่าความขัดแย้งจะจบลง ไม่ว่าจะเป็นความต้องการครอบครองกรีนแลนด์ ความพยายามดึงอินเดียให้ซื้อน้ำมันจากเวเนซุเอลาแทนรัสเซีย หรือการคงกำลังทางทหารใกล้อิหร่าน ล้วนสะท้อนเกมต่อรองเชิงอำนาจที่ยังดำเนินต่อไป
ดร.อัทธ์ ยังได้อธิบายแนวคิด “TACO – Trump Always Cries Out” ว่าเป็นการขู่เพื่อสร้างอำนาจต่อรอง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความผันผวนของตลาดการเงิน เมื่อความไม่มั่นใจต่อเศรษฐกิจสหรัฐ และเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้น นักลงทุนจะลดการถือดอลลาร์และพันธบัตรสหรัฐ แล้วหันไปถือทองคำแทน ซึ่งมีโอกาสความเป็นไปได้ที่ราคาทองคำโลกปีนี้จะพุ่งไปถึง 6,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองคำบาทละ 85,000-90,000 บาท
ขณะที่ในมุมมองเศรษฐกิจมหภาค เห็นว่า หาก GDP ไทยปี 2569 ขยายตัวได้ 1.6-2.0% ตามที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.) คาดการณ์ล่าสุด ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2569 การส่งออกไม่ควรติดลบ แต่ควรขยายตัวได้ราว 2-5% โดยจีนเป็นตัวอย่างสำคัญที่สามารถกระจายตลาดส่งออกทั่วโลก แม้เผชิญภาษีตอบโต้จากสหรัฐฯ เฉลี่ยสูงถึง 37% หากไทยยังยึดติดกับตลาดเดิม การส่งออกอาจติดลบจริง แต่หากปรับกลยุทธ์และใช้แพลตฟอร์มการค้ารูปแบบใหม่ ไทยยังมีโอกาสประคองเศรษฐกิจผ่านปีแห่งความผันผวนนี้ไปได้