

หลังการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ภาคเอกชนและนักวิชาการจากหลากหลายสาขาออกมาเสนอข้อเรียกร้องและข้อแนะนำต่อรัฐบาลชุดใหม่อย่างชัดเจน ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่อ่อนแอจนถูกมองว่าเป็น "คนป่วยแห่งเอเชีย" โดยทุกภาคส่วนต่างเน้นย้ำตรงกันว่า สิ่งที่ประเทศต้องการในเวลานี้คือรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ มีทีมเศรษฐกิจมืออาชีพ และสามารถเดินหน้านโยบายได้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงคำสัญญาหาเสียง
สิ่งที่ภาคเอกชนทุกกลุ่มเรียกร้องอย่างแข็งขันคือ "การกระตุ้นเศรษฐกิจทันที" ภายใน 3 เดือนแรกหลังจัดตั้งรัฐบาล นายมิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ เตือนชัดเจนว่า หากรัฐบาลตั้งช้าจะทำให้เศรษฐกิจไทยเข้าขั้น "โคม่า" ฟื้นตัวยากขึ้น และเสนอให้สานต่อโครงการคนละครึ่งและธงฟ้าประชารัฐที่มีแพลตฟอร์มพร้อมใช้งานอยู่แล้ว แทนที่จะเสียเวลาสร้างระบบใหม่
ในทิศทางเดียวกัน นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย ย้ำว่าภาคธุรกิจร้านอาหารต้องการรัฐบาลที่ "ทำงานเร็ว ฟังเสียงประชาชน และเปิดพื้นที่ให้ภาควิชาชีพมีส่วนร่วม" โดยเฉพาะในภาวะที่กำลังซื้ออ่อนแรง หากไม่มีมาตรการกระตุ้นทันที หรือหากใช้มาตรการที่ไม่ต่อเนื่อง เศรษฐกิจจะซึมทันที
นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ขยายความว่า มาตรการระยะสั้นเป็นเพียงการประคองเท่านั้น รัฐบาลต้องมีแผนระยะกลางและระยะยาวรองรับด้วย โดยมาตรการระยะกลางควรเปลี่ยนแนวคิดจาก "รัฐราชการ" ที่ภาครัฐเป็นผู้กำหนดทิศทาง มาเป็น "รัฐประชาชน" ที่ยึดประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในภาคเศรษฐกิจเป็นศูนย์กลาง
นายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ ประธานคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เตือนว่า ประเทศไทยกำลังล้าหลังไปมาก จากเคยเป็นเสือแห่งเอเชียกลายเป็นคนกำลังป่วย และเสนอ 2 เครื่องยนต์หลักที่ต้องเร่งแก้ไขคือ
ภาคอุตสาหกรรมยังเสนอให้รัฐบาลมุ่งเน้นการอัพเกรดเทคโนโลยีและความร่วมมือกับต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน เพื่อดูช่องว่างของอุตสาหกรรมที่ไทยกำลังตามหลัง พร้อมช่วยเหลืออุตสาหกรรมที่กำลังหนัก เช่น เสื้อผ้า ให้เพิ่มนวัตกรรมหรือปรับขนาดธุรกิจ
ข้อเรียกร้องที่เด่นชัดจากหลายภาคส่วนคือ การเลิกใช้ระบบ "โควตารัฐมนตรี" ที่มีการแบ่งตำแหน่งตามจำนวนที่นั่งของแต่ละพรรค นายรติ พันธุ์ทวี นายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย ระบุชัดเจนว่า ระบบนี้มักนำบุคคลที่ไม่เหมาะสมกับงานเข้ามาดำรงตำแหน่ง ส่งผลเสียต่อประชาชนและประเทศชาติ
"แนวคิดเรื่อง put the right man on the right job หรือการใช้คนให้ถูกกับงาน ควรจะให้บุคคลที่มีความสามารถและเหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่นั้นจริงๆ เข้ามาทำงาน โดยเฉพาะในกระทรวงเศรษฐกิจ เช่น กระทรวงการคลัง พาณิชย์ หรือคมนาคม ควรมีการจัดสรรตำแหน่งตามความสามารถโดยไม่เกี่ยงว่าบุคคลนั้นจะสังกัดพรรคการเมืองใด" นายรติกล่าว
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เสริมว่า ประเทศต้องการรัฐบาลที่สามารถทำให้นโยบายที่ประกาศไว้ "สำเร็จเป็นรูปธรรม" มากกว่าการถกเถียงเรื่องสูตรการเมือง โดยต้องเป็นรัฐบาลที่ตั้งได้เร็ว มีเสถียรภาพ และสามารถเริ่มทำงานได้ทันที
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เน้นย้ำว่า รัฐบาลต้องเน้นประโยชน์โดยรวมและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ มากกว่าการขับเคลื่อนนโยบายประชานิยมเพื่อฐานเสียงของตัวเอง และเสนอว่าสิ่งที่รัฐบาลต้องทำทันทีใน 3 เดือนแรก คือ:
นายรติ พันธุ์ทวีเสริมว่า การแจกเงินไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบใดก็ตาม เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น และเม็ดเงินเหล่านั้นไม่ได้กลับไปสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างแท้จริง เพราะคนไทยยังมีภาระหนี้ครัวเรือนสูง หากได้รับเงินไปก็มีแนวโน้มนำไปใช้หนี้มากกว่าใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบ
"ควรกลับไปแก้ปัญหาที่ปัจจัยพื้นฐาน เช่น การควบคุมราคาสินค้าต่างๆ ให้มีความเหมาะสม รวมถึงการสร้างรายได้ให้แก่ประชาชน แม้นโยบายเหล่านี้อาจดูเหมือนเห็นผลได้ยากในระยะสั้น แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำ" นายรติกล่าว
รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการสถาบันไอเอ็มซี เสนอให้รัฐบาลใหม่วางแผนปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ มุ่งไปเศรษฐกิจดิจิทัลและนิวเอสเคิร์ฟ รวมถึงวางแผนการสร้างคน ทั้งการ Upskill และ Reskill รองรับกับการจ้างงานที่ลดลง และดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ
นายสรเทพ โรจน์พจนารัช เสนอการปฏิรูประยะยาวหลายด้าน:
ด้านโครงสร้างพื้นฐาน - ต้องเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โดยเฉพาะระบบคมนาคม เช่น รถไฟความเร็วสูง ที่พูดถึงมานานกว่า 10 ปีแต่ยังไม่คืบหน้า
ด้านการศึกษา - จำเป็นต้องปฏิรูประยะยาว ตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการปรับระยะเวลาการเรียนให้สอดคล้องกับความต้องการแรงงาน เพราะปัจจุบันคุณภาพการศึกษาของไทยถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง
ด้านระบบราชการ - งบประมาณประจำปีของประเทศกว่า 70% ถูกใช้ไปกับเงินเดือนและสวัสดิการข้าราชการ รวมถึงนโยบายประชานิยม ทำให้เหลืองบลงทุนในสัดส่วนจำกัด รัฐบาลต้องมีความกล้าหาญในการ "รีเชฟ" ระบบราชการ
หลายภาคส่วนเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่าผิดปกติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกและการท่องเที่ยวอย่างมาก นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา ชี้ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังร่างกฎระเบียบเรื่องการเทรดทองคำออนไลน์ เพื่อลดความผันผวนของค่าเงิน
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน เสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันสร้างกลไกและเครื่องมือในการตรวจสอบอย่างเป็นระบบ และปิดช่องว่างการทำธุรกรรมอื่นๆ ที่อาจกระทบค่าเงินบาท อาทิ การซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล
ดร.อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว ประเมินว่า หากการเมืองยืดเยื้อ 3 เดือน ความเสียหายโดยประมาณอยู่ที่ 0.3-0.5% ของ GDP คิดเป็น 5.5-9.5 หมื่นล้านบาท และที่หนักกว่าคือความเชื่อมั่น ซึ่งใช้เวลาฟื้นนานกว่าตัวเลข GDP
นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. เตือนว่า การไม่มีรัฐบาลเต็มรูปแบบจะทำให้โครงการลงทุนรัฐชะงัก งบปี 2569 เดินหน้าได้ช้า และงบปี 2570 ไม่สามารถเตรียมเสนอ ครม.ได้ทันเวลา สถานการณ์นี้เหมือนเศรษฐกิจไทยกำลังนอนรอออกซิเจน หากงบประมาณไม่ลงระบบก็เท่ากับไม่มีแรงกระตุ้นใหม่เข้าสู่ตลาด
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล สรุปข้อเรียกร้องภายใน 100 วันแรกของรัฐบาลใหม่ 5 เรื่องเร่งด่วน:
"ตอนนี้ประเทศไทยในสายตาต่างชาติกลายเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย หรือ sick man ต้องยอมรับว่าไทยตอนนี้เหมือนผู้ป่วยจริงๆ ต้องรีบฟื้นร่างกายกลับมาให้ได้ ผ่านการได้รัฐบาลที่มีคนเก่งเข้ามาทำงาน ไม่ใช่หมอให้กินแต่ยาหม้อ แถมเชื่อหมอดู" นายเกรียงไกรกล่าว
ภาพรวมข้อเรียกร้องจากภาคเอกชนและนักวิชาการสะท้อนชัดเจนว่า สิ่งที่ประเทศต้องการไม่ใช่การถกเถียงว่าพรรคไหนควรเป็นรัฐบาล แต่คือรัฐบาลที่สามารถตั้งได้เร็ว มีเสถียรภาพ และมีทีมเศรษฐกิจมืออาชีพที่สามารถทำงานได้จริง
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช สรุปได้ตรงประเด็นว่า "ไม่ว่ารัฐบาลใหม่จะจัดตั้งในรูปแบบรัฐบาลพรรคเดียวหรือรัฐบาลผสม สิ่งที่ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการต้องการ คือรัฐบาลที่สามารถทำให้นโยบายที่ประกาศไว้สำเร็จเป็นรูปธรรม มากกว่าการถกเถียงเรื่องสูตรการเมือง"
ท้ายที่สุด โจทย์ใหญ่ของประเทศไทยในวันนี้คือการแข่งขันทางเศรษฐกิจกับภูมิภาค ไม่ใช่การแข่งขันทางการเมืองภายในประเทศ หากรัฐบาลใหม่สามารถตอบโจทย์ข้อเรียกร้องเหล่านี้ได้ ประเทศไทยยังมีโอกาสหลุดพ้นภาพ "คนป่วยเอเชีย" และกลับสู่เส้นทางการเติบโตอย่างยั่งยืนได้อีกครั้ง