

KEY
POINTS
ปี 2568 ต่อเนื่องปี 2569 เป็นปีทองคำโลกร้อนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เมื่อราคาทองคำโลกทะลุระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ส่งผลให้ราคาทองคำในประเทศ เคยทำสถิติสูงสุดที่ระดับบาทละ 81,000 บาท ท่ามกลางแรงหนุนจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งดึงดูดนักลงทุนทั่วโลกเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยนี้
ทั้งนี้จากการตรวจสอบข้อมูลจากศูนย์สารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร ของ “ฐานเศรษฐกิจ” พบว่า ภาพรวมปี 2568 ไทยมีการนำเข้าทองคำปริมาณรวม 190,560 กิโลกรัม (190.56 ตัน) ลดลงจากปี 2567 ที่มีการนำเข้า 199,472 กิโลกรัม (199.47 ตัน) หรือลดลง 4.46% โดยมีมูลค่าการนำเข้า 691,955.54 ล้านบาท จากปี 2567 ที่มีมูลค่านำเข้า 543,776.28 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 27.25%
ส่วนการส่งออกทองคำยังไม่ขึ้นรูปของไทยปี 2568 มีปริมาณรวม 123,621 กิโลกรัม (123.62 ตัน) เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มีการส่งออก 114,057 กิโลกรัม (114.05 ตัน) หรือเพิ่มขึ้น 8.38% โดยมีมูลค่าการส่งออก 427,288.94 ล้านบาท จากปี 2567 ที่มีมูลค่าส่งออก 304,124.19 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 40.50%
สำหรับแหล่งนำเข้าทองคำ 5 อันดับแรกของไทยปี 2568 ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ 185,579.94 ล้านบาท ขยายตัวลดลง -2.44% เมื่อเทียบกับปีก่อน, ฮ่องกง 140,676.28 ล้านบาท -24.28%, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 127,658.35 ล้านบาท เพิ่มขึ้น +336.89%, จีน 112,673.01 ล้านบาท +394.77% และสิงคโปร์ 40,025.81 ล้านบาท +12.31%
ส่วนตลาดส่งออกทองคำยังไม่ขึ้นรูป 5 อันดับแรกของไทยปี 2568 ได้แก่ ฮ่องกง 13,453.51 ล้านบาท ลดลง -15.54% เมื่อเทียบกับปีก่อน, ออสเตรเลีย 11,348.32 ล้านบาท +100%, อินโดนีเซีย 10,337.30 ล้านบาท +432.68%, สหรัฐอเมริกา 8,477.17 ล้านบาท +792.19% และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 8,403.47 ล้านบาท +3,263.79%
แหล่งข่าวจากนักวิเคราะห์ทองคำให้ความเห็นว่า การนำเข้าทองคำของไทยในแง่ปริมาณที่ลดลงในปี 2568 แต่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 27% ไม่ใช่เรื่องแปลก โดยมีหลายปัจจัยเกี่ยวข้อง ที่สำคัญคือราคาทองคำโลกปรับขึ้นแรงซึ่งเป็นตัวแปรหลัก โดยราคาทองคำโลกในปี 2568 อยู่ในระดับสูงกว่าปี 2567 อย่างมีนัยสำคัญ สาเหตุจากดอกเบี้ยโลกเริ่มเข้าสู่ช่วง “ขาลง” ทองคำจึงกลับมาเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจ
ปัจจัยต่อมาคือ ผู้นำเข้าทองคำบริหารสต็อกอย่างระมัดระวัง โดยผู้ค้าทองและโรงงานแปรรูป ลดการกักตุนเชิงปริมาณ และหันไปใช้กลยุทธ์ซื้อเป็นรอบสั้น ซื้อเฉพาะเกรดที่ขายต่อหรือส่งออกได้เร็ว ทำให้ปริมาณการนำเข้าโดยรวมลดลง แต่คุณภาพหรือมูลค่าต่อหน่วยสูงขึ้น นอกจากนี้ยังมีปัจจัยจากค่าเงินบาทผันผวนและอ่อนค่าในบางช่วง ทำให้ราคาทองนำเข้าในรูปเงินบาทสูงขึ้น
ด้านการส่งออกทองคำที่เพิ่มขึ้นในปี 2568 ทั้งปริมาณและมูลค่า สะท้อนบทบาทของไทยในฐานะ Trading Hub หรือ Re-exporter ได้ชัดเจน โดยผู้ประกอบการไทยใช้จังหวะราคาสูง ส่งออกทองที่สะสมไว้หรือแปรรูปแล้วส่งออก เห็นได้จากการส่งออกทองคำในปี 2568 ที่ปริมาณเพิ่มขึ้น 8.38% และมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 40.50%ซึ่งจะเห็นได้ว่าฝั่งส่งออกได้อานิสงส์เต็ม ๆ
“ภาพรวมปี 2568 ไม่ใช่ปีที่ไทยใช้ทองเยอะขึ้น แต่เป็นปีที่ไทยใช้ทองเก่งขึ้น นำเข้าน้อยแต่คุ้ม และส่งออกมากในจังหวะที่ราคาเอื้อ หากแนวโน้มราคาทองยังทรงตัวสูงในปีนี้ อาจเห็นปริมาณทรงตัว แต่มูลค่ายังสูงต่อเนื่อง โดยทิศทางราคาทองคำโลกในปี 2569 มีแนวโน้มทรงตัวระดับสูง หรือทำ New High เป็นระยะ”
โดยปัจจัยหนุนมาจากดอกเบี้ยโลกเข้าสู่ช่วงผ่อนคลายมากขึ้น หนี้สาธารณะประเทศหลักอยู่ในระดับสูง และทองคำยังเป็นสินทรัพย์ Safe Haven รวมถึงความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่จบ มีหลายคู่ขัดแย้งอาจปะทุเป็นสงครามได้