

KEY
POINTS
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เปิดเผยว่า ดัชนีราคาส่งออก และดัชนีราคานำเข้าของไทย เดือนธันวาคม 2568 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ตามต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะจากต้นทุนโลหะสำคัญ อาทิ อะลูมิเนียม และทองแดง เป็นต้น รวมถึงความต้องการบริโภคสินค้าที่เพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลปลายปี
นอกจากนี้ยังมีความไม่แน่นอนของสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นโยบายกีดกันทางการค้า การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง และการแข็งค่าของเงินบาท อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการขยายตัวทางด้านราคาของไทยในระยะข้างหน้า โดยมีรายละเอียด ดังนี้
ทั้งนี้ดัชนีราคาส่งออก เดือนธันวาคม 2568 เท่ากับ 112.3 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ขยายตัว 1.4% ตามความต้องการสินค้าอุตสาหกรรมสำคัญ โดยเฉพาะทองคำ และสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังเติบโตต่อเนื่อง แม้จะมีแรงกดดันจากค่าเงินบาทแข็งค่า และความไม่แน่นอนทางการค้าระหว่างประเทศ
โดยหมวดสินค้าที่ยังส่งผลให้ดัชนีราคาส่งออกปรับสูงขึ้น ประกอบด้วย หมวดสินค้าอุตสาหกรรม สูงขึ้น 2.4% ได้แก่ ทองคำ ตามทิศทางราคาทองคำตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ได้รับแรงหนุนจากสินค้าเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และ Hard Disk Drive (HDD) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์จากเทคโนโลยีใหม่ ๆ และเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ตามความต้องการของตลาดหลัก อาทิ สหรัฐ และยุโรป ที่ต้องการส่วนประกอบ และสินค้าสำเร็จรูปอย่างต่อเนื่อง รวมถึงต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น อาทิ ทองแดง และอะลูมิเนียม
หมวดสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร สูงขึ้น 0.7% ได้แก่ อาหารทะเลกระป๋อง ตามความนิยมอาหารพร้อมรับประทาน และกระแสการดูแลสุขภาพเพิ่มขึ้น และอาหารสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะอาหารสำหรับสุนัขและแมว ตามจำนวนสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มขึ้น และฐานผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงขึ้น
ขณะที่หมวดสินค้าแร่และเชื้อเพลิง ลดลง 12.8% โดยเฉพาะน้ำมันสำเร็จรูป ตามความเคลื่อนไหวราคาน้ำมันดิบตลาดโลกที่ลดลงต่อเนื่อง และหมวดสินค้าเกษตรกรรม ลดลง 1.6% ได้แก่ ยางพารา ตามความต้องการใช้ยางในตลาดโลกชะลอลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า และสินค้าข้าว จากอุปทานล้นตลาด และการแข่งขันด้านราคาในตลาดข้าวโลก
ทั้งนี้ดัชนีราคานำเข้าเดือนธันวาคม 2568 เท่ากับ 117.3 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ยังคงขยายตัว 3.9% โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการภายในประเทศ ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค วัตถุดิบ และเครื่องจักรเพื่อการผลิต รวมถึงการสต๊อกสินค้าเพื่อใช้ในช่วงเทศกาลปลายปีและปีใหม่
โดยส่งผลให้ดัชนีราคานำเข้าปรับตัวสูงขึ้นเกือบทุกหมวดสินค้า ประกอบด้วย หมวดสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป สูงขึ้น 9.2% ได้แก่ ทองคำ ตามความต้องการสำรองทองคำของธนาคารกลางหลายแห่ง เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ อุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และสินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ ตามความต้องการนำเข้าโลหะเพื่อผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและยานยนต์เป็นสำคัญ
หมวดสินค้าอุปโภคบริโภค สูงขึ้น 6.5% ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม และเครื่องประดับอัญมณี ตามความต้องการนำเข้าสินค้าเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคภายในประเทศ
หมวดสินค้าทุน สูงขึ้น 4.2% ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องมือ เครื่องใช้ทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์ การทดสอบ ตามความต้องการสินค้าเพื่อใช้ในการลงทุน โดยเฉพาะภาคการผลิตและบริการ
หมวดยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง สูงขึ้น 1.2% โดยเฉพาะส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออกเป็นหลัก ขณะที่หมวดสินค้าเชื้อเพลิง ลดลง 1.1% จากราคาน้ำมันดิบเป็นสำคัญ เนื่องจากสต๊อกน้ำมันดิบและอุปทานที่ล้นตลาด รวมถึงความต้องการชะลอตัว
นายนันทพงษ์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ดัชนีราคาส่งออก และดัชนีราคานำเข้า ปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องจากปี 2568 แต่อาจเติบโตอย่างช้า ๆ ตามการขยายตัวอย่างจำกัดของสินค้าบางกลุ่ม โดยปัจจัยที่ยังสนับสนุนให้ดัชนีขยายตัว ได้แก่
1.ความต้องการบริโภคอาหารและสินค้าเกษตรแปรรูปยังขยายตัวต่อเนื่อง
2.สินค้าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีดิจิทัล และพลังงานสะอาดยังเป็นที่ต้องการของตลาดทั่วโลก
3. ต้นทุนการผลิตของสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น อาทิ ทองแดง อะลูมิเนียม และหน่วยความจำ (DRAM)
ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่
1. ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าหลัก
2. ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อในหลายภูมิภาค
3. ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า และมาตรการภาษีของประเทศคู่ค้าสำคัญ
4. ราคาสินค้าเกษตรสำคัญบางกลุ่ม ยังเผชิญกับปัญหาอุปทานส่วนเกิน และการแข่งขันทางด้านราคา
5. ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มลดลงหรืออยู่ในระดับต่ำ จากการปรับเพิ่มกำลังการผลิตของกลุ่มประเทศผู้ผลิตหลัก
6. การแข็งค่าของเงินบาท