thansettakij
‘ภูมิรัฐศาสตร์’ เขย่าโลก จี้ไทยลดพึ่งสหรัฐ-จีน เร่งขยายตลาดใหม่ ดันเกษตร-อาหารสู้ศึก

‘ภูมิรัฐศาสตร์’ เขย่าโลก จี้ไทยลดพึ่งสหรัฐ-จีน เร่งขยายตลาดใหม่ ดันเกษตร-อาหารสู้ศึก

03 ก.พ. 2569 | 21:38 น.

ผู้เชี่ยวชาญชี้ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลกพุ่งเป็นความเสี่ยงอันดับหนึ่ง แซงแรงกดดันภาษีทรัมป์ กระทบเศรษฐกิจและการค้าไทยรอบด้าน เตือนไทยตามเกมโลกไม่ทัน จีดีพีเสี่ยงโตต่ำยาว ท่ามกลางการแข่งขันทำเอฟทีเอที่ไทยยังช้ากว่าคู่แข่ง

KEY

POINTS

  • ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นความเสี่ยงอันดับหนึ่งต่อเศรษฐกิจโลกและไทย ทำให้ไทยจำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์การค้า
  • ผู้เชี่ยวชาญเสนอให้ไทยลดการพึ่งพาทางเศรษฐกิจจากตลาดหลักอย่างสหรัฐอเมริกาและจีน เพื่อกระจายความเสี่ยง
  • ไทยต้องเร่งขยายตลาดใหม่และหาโอกาสจากข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
  • ควรหันมาผลักดันจุดแข็งของประเทศ โดยเฉพาะภาคเกษตรแปรรูปและอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อใช้เป็นหัวหอกในการแข่งขันระดับโลก

โลกกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปราะบางทางภูมิรัฐศาสตร์อีกครั้ง เมื่อความขัดแย้งในหลายภูมิภาคสุ่มเสี่ยงลุกลามเป็นสงครามจริง นอกเหนือจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยังยืดเยื้อ สงครามสหรัฐ-อิหร่านที่ยังตอบโต้กันด้วยคำขู่ ไทย-กัมพูชาที่ยังสุ่มเสี่ยงอาจเกิดการปะทะในรอบที่ 3 ผสมโรงกับความขัดแย้งทางภูมิเศรษฐศาสตร์ ที่ใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจเป็นอาวุธหรือเครื่องมือเชิงอำนาจระหว่างประเทศ เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมือง ความมั่นคง และอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์

ทั้งนี้ แรงสั่นสะเทือนจากสงครามและการแบ่งขั้วอำนาจ กลายเป็นความเสี่ยงอันดับหนึ่งต่อเศรษฐกิจและการค้าโลก แซงหน้าปัจจัยด้านนโยบายการค้าและภาษีของสหรัฐฯ ในยุคโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เคยเป็นโจทย์ใหญ่ โดยห่วงโซ่อุปทาน พลังงาน และการลงทุน กำลังถูกกำหนดทิศทางด้วย “ความมั่นคง” สะท้อนโลกการค้าที่กำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันเสรี สู่การแข่งขันเชิงอำนาจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

‘ภูมิรัฐศาสตร์’ เขย่าโลก จี้ไทยลดพึ่งสหรัฐ-จีน เร่งขยายตลาดใหม่ ดันเกษตร-อาหารสู้ศึก

ภูมิรัฐศาสตร์เขย่าโลกต่อเนื่อง

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ปัจจุบันความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับ 1 ที่น่ากังวล และจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยหรือจีดีพีไทยขยายตัวในอัตราต่ำต่อเนื่อง แซงหน้าภาษีทรัมป์ (Reciprocal Tariff) ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงก่อนหน้านี้ ปัจจุบันมิติด้านเศรษฐกิจ การค้า และความมั่นคงของโลกถูกรวมให้เป็นเรื่องเดียวกัน ทำให้เกิดการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจที่รุนแรง

ผลที่ตามมาคือ โลกกำลังมุ่งหน้าสู่การเจรจาเพื่อจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระดับทวิภาคี เพื่อสร้างแต้มต่อทางการค้า เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และลดความเสี่ยงจากตลาดสหรัฐที่ถูกเก็บภาษีเพิ่มขึ้น ล่าสุดปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา สหภาพยุโรป (อียู) และอินเดีย ได้สรุปผลการเจรจาและตกลงเนื้อหาข้อตกลง FTA ระหว่างกันแล้ว ซึ่งข้อตกลงนี้ถือเป็นหนึ่งในข้อตกลงการค้าทวิภาคีที่ใหญ่ที่สุด ครอบคลุมตลาดของประชากรประมาณ 2,000 ล้านคน และคิดเป็นราว 25% ของ GDP โลก

 รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน

“FTA อินเดีย-อียู อยู่ระหว่างการผ่านขั้นตอนทางกฎหมาย รวมถึงรอการอนุมัติจากรัฐสภาของทั้งสองฝ่าย ก่อนลงนามและให้สัตยาบัน เพื่อให้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในปีนี้ จากก่อนหน้านี้อินเดียถูกสหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าสินค้า 50% หลังไม่ยอมซื้อน้ำมันสหรัฐแทนน้ำมันรัสเซีย (ล่าสุดสหรัฐจะลดภาษีอินเดียลงเหลือ 18% หลังอินเดียจะหันมาซื้อน้ำมันจากสหรัฐ) ขณะที่เอฟทีเอไทย-อียูยังอยู่ระหว่างการเจรจา

ดังนั้นในห้วงเวลานับจากนี้ไป สินค้าไทยจะต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นกับสินค้าจากเวียดนาม สิงคโปร์ ที่มีเอฟทีเอกับอียูแล้ว รวมถึงสินค้าจากอินเดียที่ได้บรรลุความตกลงแล้ว และกำลังจะมีผลบังคับใช้ สิ่งสำคัญคือ ระหว่างนี้ไทยจะเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานเพื่อรับอานิสงส์และลดผลกระทบจากเอฟทีเออินเดีย-อียูอย่างไร”

พรรคการเมืองโชว์วิชัน

อย่างไรก็ตาม ในประเด็นเรื่องภูมิรัฐศาสตร์โลกนี้ ดร.อัทธ์ ได้นำเสนอข้อมูลในเวทีดีเบต “Thailand Redesign 2026 The Next Level” จัดโดยฐานเศรษฐกิจ ร่วมกับสถาบันธรรมศักดิ์ ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยชี้ให้เห็นว่า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ของหลายคู่ของโลกในเวลานี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจ ปากท้อง ประชาชน ราคาน้ำมัน การค้า การส่งออก และห่วงโซ่อุปทานของไทย

‘ภูมิรัฐศาสตร์’ เขย่าโลก จี้ไทยลดพึ่งสหรัฐ-จีน เร่งขยายตลาดใหม่ ดันเกษตร-อาหารสู้ศึก

ทั้งนี้ ดร.อัทธ์ ได้ตั้งคำถามสำคัญต่อตัวแทนจากพรรคการเมืองว่า หากได้เป็นรัฐบาลจะวางตำแหน่งประเทศไทยอย่างไรท่ามกลางความขัดแย้งของมหาอำนาจ เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้รับผลกระทบน้อยที่สุด รวมถึงประเด็นไทยควรเข้าร่วมเป็นสมาชิกคณะกรรมการสันติภาพ (Board of Peace) ที่โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯเป็นผู้ก่อตั้งหรือไม่ และไทยควรบริหารความสัมพันธ์กับสหรัฐและจีนอย่างไร ควรทำ FTA กับประเทศใด เพื่อให้ประเทศได้ประโยชน์สูงสุดโดยไม่ทำให้เอสเอ็มอีล้มหายตายจากการเปิดเสรีทางการค้า

ปชน.ยึดผลประโยชน์ “โปรไทย”

ดร.สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล จากพรรคประชาชน(ปชน.) กล่าวว่า ในประเด็นเรื่องนโยบายการต่างประเทศของพรรคประชาชน สรุปเป็นคำสั้น ๆ คือ “โปรไทย” ยึดผลประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง หากไทยอยู่ใกล้ใครแล้วได้ประโยชน์ เราไปอยู่ใกล้เขา แต่หากอยู่ใกล้ใครแล้วเสียประโยชน์ กระทบกับคนไทย ก็ต้องอยู่ห่างออกมา

ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ภายใต้แรงบีบ 3 เรื่อง คือ 1แรงบีบจากจีน (สินค้าทุ่มตลาด ไม่มีมาตรฐาน) 2.แรงบีบจากสหรัฐอเมริกา (มาตรการภาษีทำให้ส่งออกได้น้อยลง) และ 3.สถานการณ์เศรษฐกิจโลก ดังนั้นยุทธศาสตร์ของพรรคคือ “รุกบน มุ่งใต้” (Look North, Go South) โดยรุกบนคือหาพาร์ตเนอร์อย่างญี่ปุ่นชวนมาลงทุน เช่น สนามทดสอบรถยนต์ไร้คนขับ หรือไต้หวันในเรื่องเซมิคอนดักเตอร์

ส่วนมุ่งใต้ คือมุ่งอินเดียและตะวันออกกลาง โดยจะพัฒนาท่าเรือระนอง (งบประมาณหลักหมื่นล้านบาท) เพื่อส่งสินค้าไปอินเดียที่เป็นตลาดสำคัญได้โดยตรง ส่วน FTA ไทยไม่ต้องอิงแค่จีนหรืออเมริกา แต่เน้นประเทศที่ยอมรับความหลากหลาย เช่น แคนาดาและอินเดีย ซึ่งคนอินเดียชอบไทยมาก มาแต่งงานที่ไทยปีละ 20-30 คู่ เหล่านี้คือนโยบายการค้าของพรรค

Board of Peace ไม่ต้องรีบตัดสินใจ

ขณะที่นายภาณุรัช ดำรงไทย จากพรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวว่า ไทยควรระมัดระวังท่าทีบนเวทีโลก เช่น กรณีแนวคิด Board of Peace ของโดนัลด์ ทรัมป์ ไทยไม่ควรรีบตัดสินใจหรือแสดงบทบาทนำ เพราะไม่ใช่ประเทศมหาอำนาจ ต้องรอดูท่าทีของประเทศใหญ่ก่อน

ปัญหาปัจจุบันคือสินค้าไทย โดยเฉพาะข้าว มีราคาสูงในบางประเทศเพราะต้องผ่านพ่อค้าคนกลางหลายทอด เช่น ผ่านจีน ขณะที่ประเทศอย่างอินเดียปกป้องตลาดในประเทศด้วยการใช้แพลตฟอร์มของตัวเองและไม่เปิดให้แพลตฟอร์มต่างชาติ ทำให้เงินไม่ไหลออกนอกประเทศ ในทางกลับกัน ไทยไม่มีแพลตฟอร์มของตนเอง ส่งผลให้ SME และเกษตรกรเสียเปรียบ ถูกกดราคาจากระบบคนกลาง

อนาคตไทยจำเป็นต้องสร้างสมดุลในการทำงานกับทั้งสหรัฐและจีน โดยเรียนรู้เทคโนโลยีและธรรมาภิบาลจากสหรัฐ ขณะเดียวกันใช้ประโยชน์จากสินค้าราคาถูกและหลากหลายของจีน พร้อมเร่งใช้เทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ใช้คนน้อยลง เพื่อความอยู่รอดในเกมภูมิรัฐศาสตร์

'เพื่อไทย' ชี้สันติภาพคือต้นทุนเศรษฐกิจ

 ด้าน นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช จากพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขอย้อนไปในประวัติศาสตร์ สิ่งที่สำคัญคือความเข้มแข็งทางจุดยุทธศาสตร์และภูมิศาสตร์ และนโยบายต่างประเทศเหมือนรัชกาลที่ 5 คือการไม่เป็นศัตรูกับใคร เพราะสันติภาพคือต้นทุนของเศรษฐกิจ ถ้าเราไปอยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เราเสียตลอด

สำหรับสหรัฐกับจีน ดูเหมือนแข่งกันทางการค้า แต่ฉากหลังจีนก็ลงทุนในสหรัฐและพึ่งพากันอยู่ ดังนั้นคำตอบคือเราไม่จำเป็นต้องรีบตอบหรือเลือกข้างชัดเจน แต่ควรใช้เวลาศึกษาและรอดูสถานการณ์ว่าเขาจะตกลงกันอย่างไร

“แม้ตอนนี้เรายังไม่ได้เป็นรัฐบาลแต่ก็ได้มีการประสานกับอินเดียเพื่อเชื่อมต่อความร่วมมือ เพราะถ้าเราไม่ขยับ ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามจะแซงหน้าเราไป”

ดันห่วงโซ่อาเซียน–แหล่งลงทุนโลก

ขณะที่ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ จากพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า จุดยืนประเทศไทยคือ 1.Strategic Neutrality (ความเป็นกลางเชิงกลยุทธ์) 2.ASEAN Centrality ใช้โอกาสที่ไทยจะเป็นประธานอาเซียนในอนาคต สร้างบทบาทนำ เพื่อรวมตัวกันเป็นห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของโลกแทนการแข่งกันเอง

3.การสร้างความแตกต่าง (Diversification) ผ่านความมั่นคงรูปแบบใหม่ เช่น พลังงานสะอาด โดยสร้างอาเซียนกริดเชื่อมต่อพลังงานสีเขียว ความมั่นคงทางอาหาร และ Cyber Security สรุปคือ ต้องทำให้โลกเห็นว่าไม่ว่าใครจะตีกันอย่างไร ไทยพร้อมจะเป็นแหล่งรวมการลงทุนและการค้าให้กับโลก

คำตอบสะท้อนยังไม่พร้อมรับมือ

ดร.อัทธ์ ให้สัมภาษณ์กับ “ฐานเศรษฐกิจ” หลังจบเวทีดีเบตว่า คำตอบจากพรรคการเมืองส่วนใหญ่ยังเป็นคำตอบแบบกว้าง ๆ ยังไม่สะท้อนความเข้าใจเชิงลึกต่อแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น และจะส่งผลกระทบกับทุกภาคส่วน ตั้งแต่ปากท้องประชาชน ผู้ประกอบการไทย การค้า การส่งออก ไปจนถึงต้นทุนการผลิตในทุกมิติ โดยสิ่งที่พรรคการเมืองมักตอบเหมือนกันคือ “เราจะเป็นกลาง”

“คำว่าความเป็นกลางนี้ผมได้ยินมานานมากแล้ว และประเทศในอาเซียนกว่า 70% ก็พูดประโยคเดียวกันนี้ แต่สิ่งที่ผมอยากได้ยินมากกว่านั้นคือ เราจะเป็นกลางอย่างไรท่ามกลางความขัดแย้งนี้ ซึ่งผมอยากเห็นนโยบายที่เป็น ‘ความเป็นกลางที่จำเป็น’ หมายถึงการวางตัวเป็นกลางในลักษณะที่ทำให้ทุกฝ่ายยังอยากร่วมงานหรือเข้ามาลงทุนกับเรา และเราต้องเป็นห่วงโซ่การผลิตที่สำคัญ ท่ามกลางโลกที่แบ่งขั้วกันชัดเจนมากขึ้น”

‘ภูมิรัฐศาสตร์’ เขย่าโลก จี้ไทยลดพึ่งสหรัฐ-จีน เร่งขยายตลาดใหม่ ดันเกษตร-อาหารสู้ศึก

สิ่งที่น่ากังวลคือ พรรคการเมืองยังไม่ได้พูดถึงการกลับมาทบทวนโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยว่ามีความพร้อมแค่ไหนในการรองรับการเปลี่ยนแปลงภายใต้แรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์นี้ นอกจากนี้ ในเรื่องของ FTA พรรคการเมืองก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าจะทำ FTA กับใครเพิ่มเติมนอกเหนือจากสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งในความเป็นจริง ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ต่างก็รอทำ FTA กับอียูเหมือนกันหมด ซึ่งหากทำเหมือนกัน ก็แทบจะไม่ได้ประโยชน์ที่แตกต่าง

จี้ดันเกษตร-อาหารจุดแข็งไทยสู้ศึก

ดร.อัทธ์ ให้คำแนะนำว่าที่รัฐบาลใหม่ในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อรับมือกับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และโลกยุคใหม่ว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ทั้งด้านตลาดและพลังงาน ไทยไม่ควรพึ่งพาจีนหรือสหรัฐเพียงไม่กี่ตลาด แต่ต้องเร่งเปิดตลาดใหม่

ขณะเดียวกัน ไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและแรงงาน โดยมองว่าจุดขายของไทย ไม่ใช่ การเป็นศูนย์กลางรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพราะศักยภาพยังจำกัดและพึ่งทุนต่างชาติเป็นหลัก แต่ควรต่อยอดจุดแข็ง ได้แก่ เกษตรแปรรูป อาหารแห่งอนาคต อาหารสุขภาพ การท่องเที่ยวสมัยใหม่ และอุตสาหกรรม Wellness ที่เชื่อมโยงการผลิต บริการ และเกษตรได้อย่างครบวงจร

พร้อมกันนี้ ไทยควรมองหาโอกาสจาก FTA ใหม่ ๆ เช่น อียู-อินเดีย หรือ อียู-อเมริกาใต้ โดยเฉพาะอินเดียที่ยังขาดแคลนกำลังการผลิตในหลายอุตสาหกรรม ไทยสามารถเป็นฐานวัตถุดิบหรือส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิต เพื่อส่งต่อสินค้าไปยุโรป ซึ่งเป็นโอกาสที่ต้องเร่งคว้า