
เกษตรอินทรีย์พุ่งเกินเป้า พื้นที่ทะลุ 2.2 ล้านไร่ สศก. เร่งเครื่องแผนใหม่ 2571–2575
สศก. เผยผลงานเกษตรอินทรีย์ครึ่งแผน 2566–2570 โตเกินเป้า พื้นที่เพิ่มเป็น 2.2 ล้านไร่ ส่งออกปี 2567 ขยายตัว 17.83% เตรียมเดินหน้าแผนใหม่ 2571–2575 ชู “5 คันโยก” ลดเสี่ยงผู้เล่นใหม่ สร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ เจาะตลาดพรีเมียม
KEY
POINTS
- พื้นที่เกษตรอินทรีย์ของไทยขยายตัวเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยเพิ่มขึ้นเป็น 2.2 ล้านไร่ ซึ่งสูงกว่าเป้าที่กำหนดไว้ในแผนปี 2566-2570
- สศก. เตรียมขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านเกษตรอินทรีย์ฉบับใหม่ (พ.ศ. 2571-2575) โดยจะมุ่งเน้นการยกระดับห่วงโซ่คุณค่าและสร้างระบบความเชื่อมั่นที่ตรวจสอบย้อนกลับได้
- แผนใหม่จะใช้กลไก "5 คันโยก" เป็นแนวทางหลักเพื่อแก้ปัญหาและเร่งการเติบโต เช่น การลดความเสี่ยงให้เกษตรกรรายใหม่ การใช้ตลาดนำการผลิต และการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ
เกษตรอินทรีย์ไทยทำผลงานเกินเป้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยผลการดำเนินงานภายใต้แผนปฏิบัติการด้านเกษตรอินทรีย์ พ.ศ. 2566–2570 ในช่วงครึ่งแผนแรก (พ.ศ. 2566–2567) พบว่า พื้นที่เกษตรอินทรีย์ขยายตัวก้าวกระโดดจากปี 2565 ที่มี 1.4 ล้านไร่ เพิ่มเป็น 2.2 ล้านไร่ คิดเป็น 110.80% ของเป้าหมาย ที่กำหนดไว้ 2 ล้านไร่ ขณะที่มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ในปี 2567 ขยายตัว 17.83% คิดเป็นมูลค่า 2,353.84 ล้านบาท
นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ความก้าวหน้าดังกล่าวสะท้อนถึงประสิทธิภาพของการขับเคลื่อนนโยบายเกษตรอินทรีย์ในเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะด้าน ระบบตรวจสอบรับรอง ซึ่งมีหน่วยตรวจสอบรับรองมาตรฐานสากลเพิ่มเป็น 12 แห่ง สูงกว่าเป้าหมายถึง 2.4 เท่า ขณะเดียวกัน ฐานผู้บริโภคในประเทศมีระดับความเชื่อมั่นสูงถึง ร้อยละ 88 ถือเป็นสัญญาณบวกต่อการผลักดันเป้าหมายเกษตรกรอินทรีย์ 250,000 ราย ภายในปี 2570
อย่างไรก็ตาม สศก. ประเมินว่า การเติบโตของเกษตรอินทรีย์ไทยในระยะต่อไปไม่อาจพึ่งพาเพียงการขยายพื้นที่เพาะปลูก แต่ต้องยกระดับไปสู่การบริหาร ห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain Management) และสร้าง ระบบความเชื่อมั่น (Trust System) ที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดกระบวนการผลิต เพื่อรองรับตลาดพรีเมียมและตลาดส่งออกที่มีความเข้มงวดด้านมาตรฐานมากขึ้น โดยเฉพาะกฎระเบียบเกษตรอินทรีย์ของสหภาพยุโรป (EU) ที่ให้ความสำคัญกับการผลิต การติดฉลาก และระบบควบคุมสินค้านำเข้า
ขณะเดียวกัน การวิเคราะห์ของ สศก. พบว่า อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้เล่นรายใหม่เข้าสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ยังมีจำกัด คือ ความเสี่ยงทางเศรษฐศาสตร์ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 2–3 ปีแรก ซึ่งเกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนสูง ขณะที่ยังไม่ได้รับราคาพรีเมียมเต็มที่ ส่งผลให้กระแสเงินสดติดลบ รวมถึงต้นทุนคงที่ด้านการรับรองมาตรฐานและการจัดทำข้อมูลเพื่อรักษามาตรฐาน โดยเฉพาะในกลุ่มรายย่อย
เพื่อรองรับการขับเคลื่อนในช่วงแผนปฏิบัติการด้านเกษตรอินทรีย์ พ.ศ. 2571–2575 สศก. จึงเสนอ “5 คันโยก” เป็นกลไกเร่งเครื่องเกษตรอินทรีย์ไทย ได้แก่
- มาตรการลดความเสี่ยงช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อรักษากระแสเงินสดของเกษตรกร
- ตลาดนำการผลิต ผ่านการส่งเสริมสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
- การรวมกลุ่มการผลิตและใช้ระบบควบคุมภายใน เพื่อลดต้นทุนการรับรอง
- การยกระดับผลิตภาพ ด้วยองค์ความรู้ด้านดิน ธาตุอาหาร ชีวภัณฑ์ และ IPM
- การพัฒนาระบบ Traceability ที่ตรวจสอบได้จริงตั้งแต่แปลงปลูกถึงจุดคัดบรรจุ
เลขาธิการ สศก. ระบุว่า ทิศทางครึ่งหลังของแผนปัจจุบันและแผนฉบับใหม่ จะมุ่งเปลี่ยน “ศักยภาพการผลิต” ให้เป็น “มูลค่าทางเศรษฐกิจ” อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการตลาดเชิงรุก การยกระดับมาตรฐานสู่สากล และการพัฒนาฐานข้อมูลกลาง (Big Data) เพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน โดยย้ำว่า เกษตรอินทรีย์ไทยจะเติบโตได้อย่างยั่งยืน เมื่อราคาพรีเมียมเกิดขึ้นจริงและความเสี่ยงของผู้เล่นใหม่ลดลงอย่างเป็นระบบ






