thansettakij
เกษตรอินทรีย์พุ่งเกินเป้า พื้นที่ทะลุ 2.2 ล้านไร่ สศก. เร่งเครื่องแผนใหม่ 2571–2575

เกษตรอินทรีย์พุ่งเกินเป้า พื้นที่ทะลุ 2.2 ล้านไร่ สศก. เร่งเครื่องแผนใหม่ 2571–2575

02 ก.พ. 2569 | 09:19 น.
อัปเดตล่าสุด :02 ก.พ. 2569 | 09:20 น.

สศก. เผยผลงานเกษตรอินทรีย์ครึ่งแผน 2566–2570 โตเกินเป้า พื้นที่เพิ่มเป็น 2.2 ล้านไร่ ส่งออกปี 2567 ขยายตัว 17.83% เตรียมเดินหน้าแผนใหม่ 2571–2575 ชู “5 คันโยก” ลดเสี่ยงผู้เล่นใหม่ สร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ เจาะตลาดพรีเมียม

KEY

POINTS

  • พื้นที่เกษตรอินทรีย์ของไทยขยายตัวเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยเพิ่มขึ้นเป็น 2.2 ล้านไร่ ซึ่งสูงกว่าเป้าที่กำหนดไว้ในแผนปี 2566-2570
  • สศก. เตรียมขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านเกษตรอินทรีย์ฉบับใหม่ (พ.ศ. 2571-2575) โดยจะมุ่งเน้นการยกระดับห่วงโซ่คุณค่าและสร้างระบบความเชื่อมั่นที่ตรวจสอบย้อนกลับได้
  • แผนใหม่จะใช้กลไก "5 คันโยก" เป็นแนวทางหลักเพื่อแก้ปัญหาและเร่งการเติบโต เช่น การลดความเสี่ยงให้เกษตรกรรายใหม่ การใช้ตลาดนำการผลิต และการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ

เกษตรอินทรีย์ไทยทำผลงานเกินเป้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยผลการดำเนินงานภายใต้แผนปฏิบัติการด้านเกษตรอินทรีย์ พ.ศ. 2566–2570 ในช่วงครึ่งแผนแรก (พ.ศ. 2566–2567) พบว่า พื้นที่เกษตรอินทรีย์ขยายตัวก้าวกระโดดจากปี 2565 ที่มี 1.4 ล้านไร่ เพิ่มเป็น 2.2 ล้านไร่ คิดเป็น 110.80% ของเป้าหมาย ที่กำหนดไว้ 2 ล้านไร่ ขณะที่มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ในปี 2567 ขยายตัว 17.83% คิดเป็นมูลค่า 2,353.84 ล้านบาท

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ความก้าวหน้าดังกล่าวสะท้อนถึงประสิทธิภาพของการขับเคลื่อนนโยบายเกษตรอินทรีย์ในเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะด้าน ระบบตรวจสอบรับรอง ซึ่งมีหน่วยตรวจสอบรับรองมาตรฐานสากลเพิ่มเป็น 12 แห่ง สูงกว่าเป้าหมายถึง 2.4 เท่า ขณะเดียวกัน ฐานผู้บริโภคในประเทศมีระดับความเชื่อมั่นสูงถึง ร้อยละ 88 ถือเป็นสัญญาณบวกต่อการผลักดันเป้าหมายเกษตรกรอินทรีย์ 250,000 ราย ภายในปี 2570

พีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)

อย่างไรก็ตาม สศก. ประเมินว่า การเติบโตของเกษตรอินทรีย์ไทยในระยะต่อไปไม่อาจพึ่งพาเพียงการขยายพื้นที่เพาะปลูก แต่ต้องยกระดับไปสู่การบริหาร ห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain Management) และสร้าง ระบบความเชื่อมั่น (Trust System) ที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดกระบวนการผลิต เพื่อรองรับตลาดพรีเมียมและตลาดส่งออกที่มีความเข้มงวดด้านมาตรฐานมากขึ้น โดยเฉพาะกฎระเบียบเกษตรอินทรีย์ของสหภาพยุโรป (EU) ที่ให้ความสำคัญกับการผลิต การติดฉลาก และระบบควบคุมสินค้านำเข้า

ขณะเดียวกัน การวิเคราะห์ของ สศก. พบว่า อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้เล่นรายใหม่เข้าสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ยังมีจำกัด คือ ความเสี่ยงทางเศรษฐศาสตร์ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 2–3 ปีแรก ซึ่งเกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนสูง ขณะที่ยังไม่ได้รับราคาพรีเมียมเต็มที่ ส่งผลให้กระแสเงินสดติดลบ รวมถึงต้นทุนคงที่ด้านการรับรองมาตรฐานและการจัดทำข้อมูลเพื่อรักษามาตรฐาน โดยเฉพาะในกลุ่มรายย่อย

เกษตรอินทรีย์พุ่งเกินเป้า พื้นที่ทะลุ 2.2 ล้านไร่ สศก. เร่งเครื่องแผนใหม่ 2571–2575

เพื่อรองรับการขับเคลื่อนในช่วงแผนปฏิบัติการด้านเกษตรอินทรีย์ พ.ศ. 2571–2575 สศก. จึงเสนอ “5 คันโยก” เป็นกลไกเร่งเครื่องเกษตรอินทรีย์ไทย ได้แก่

  1. มาตรการลดความเสี่ยงช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อรักษากระแสเงินสดของเกษตรกร
  2. ตลาดนำการผลิต ผ่านการส่งเสริมสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
  3. การรวมกลุ่มการผลิตและใช้ระบบควบคุมภายใน เพื่อลดต้นทุนการรับรอง
  4. การยกระดับผลิตภาพ ด้วยองค์ความรู้ด้านดิน ธาตุอาหาร ชีวภัณฑ์ และ IPM
  5. การพัฒนาระบบ Traceability ที่ตรวจสอบได้จริงตั้งแต่แปลงปลูกถึงจุดคัดบรรจุ

เกษตรอินทรีย์พุ่งเกินเป้า พื้นที่ทะลุ 2.2 ล้านไร่ สศก. เร่งเครื่องแผนใหม่ 2571–2575

เลขาธิการ สศก. ระบุว่า ทิศทางครึ่งหลังของแผนปัจจุบันและแผนฉบับใหม่ จะมุ่งเปลี่ยน “ศักยภาพการผลิต” ให้เป็น “มูลค่าทางเศรษฐกิจ” อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการตลาดเชิงรุก การยกระดับมาตรฐานสู่สากล และการพัฒนาฐานข้อมูลกลาง (Big Data) เพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน โดยย้ำว่า เกษตรอินทรีย์ไทยจะเติบโตได้อย่างยั่งยืน เมื่อราคาพรีเมียมเกิดขึ้นจริงและความเสี่ยงของผู้เล่นใหม่ลดลงอย่างเป็นระบบ