
จับตา ทุเรียนไทย หวั่นศึกหนักเวียดนาม 2 ล้านตันบุกตลาดจีน
พาณิชย์ ประเมินทุเรียนไทยปีนี้ 1.78 ล้านตัน แต่จับตาเวียดนามผลผลิตทะลุ 2 ล้านตัน ได้เปรียบระยะทางจีน ไทยเร่งคุมคุณภาพ กระจายตลาดใหม่ ลดแรงกดดันราคา
KEY
POINTS
- ไทยเผชิญการแข่งขันรุนแรงจากเวียดนามที่คาดว่าจะมีผลผลิตทุเรียนสูงถึง 2 ล้านตัน และมีความได้เปรียบด้านระยะทางการขนส่งไปยังตลาดจีน
- ผลผลิตทุเรียนไทยปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 1.78 ล้านตัน แต่ยังคงเผชิญความท้าทายหลายด้าน เช่น การขาดแคลนแรงงาน, ตู้คอนเทนเนอร์ไม่เพียงพอ และมาตรการสุขอนามัยพืชที่เข้มงวดของจีน
- ภาครัฐปรับกลยุทธ์รับมือโดยเน้นการขนส่งทางรางสู่จีนตะวันตก คุมเข้มคุณภาพสินค้า และเร่งขยายตลาดใหม่เพื่อลดการพึ่งพาตลาดจีนเพียงแห่งเดียว
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากการสำรวจคาดว่าผลผลิตทุเรียนรวมในปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 1.78 ล้านตัน คาดการณ์ว่าปีนี้ส่งออกประมาณ1.2 ล้านตัน บริโภคในประเทศ 5 แสนตัน ขณะที่ราคาไม่ต่ำกว่า 100 บาทกิโลกรัม
ทั้งนี้ ปัจจัยหลักที่ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นมาจากต้นทุเรียนที่ปลูกในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาเริ่มให้ผลผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งสัดส่วนเป็นพื้นที่ภาคตะวันออก 1.06 ล้านตัน (60%) และภาคใต้ 7.2 แสนตัน (40%)
โดยคาดว่าผลผลิตจะออกสู่ตลาดหนาแน่นที่สุดในช่วงเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตจากทั้งภาคตะวันออกและภาคใต้ออกมาทับซ้อนกัน
สำหรับความท้าทายในปีนี้ ได้แก่ การขาดแคลนแรงงานดูแลสวน/โรงคัดบรรจุ (ลัง) จีนเข้มงวดมาตรการสุขอนามัยพืช (BY2 แคดเมียม) รวมถึงตู้คอนเทนเนอร์ไม่เพียงพอในช่วงผลผลิตออกมาก เพราะสินค้าติดที่ด่านปลายทางประเทศจีน และมีความกังวลเรื่องขาดล้งรับซื้อ ช่วงทับซ้อนผลผลิตระหว่างตะวันออกและภาคใต้
นอกจากนี้ ยังต้องจับตาดูคู่แข่งอย่างเวียดนามที่คาดว่าจะมีผลผลิตสูงถึง 2 ล้านตัน และมีความได้เปรียบเรื่องระยะทาง ขณะที่ไทยจะเน้นการขนส่งผ่านเส้นทางรถไฟและเส้นทาง R3A (เชียงของ-บ่อเต็น-คุณหมิง) เพื่อกระจายสินค้าเข้าสู่จีนตะวันตก (เฉิงตู) ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมประสานผู้ประกอบการ "ล้ง" ให้เตรียมเคลื่อนย้ายกำลังซื้อจากภาคตะวันออกลงสู่ภาคใต้ให้ทันตามกำหนดเวลาเพื่อรักษาเสถียรภาพทางราคา
อย่างไรก็ตาม ได้มีการวางแผนเพื่อขยายตลาดใหม่และผลิตภัณฑ์แปรรูป ภาครัฐวางแผนลดการพึ่งพาตลาดเดียวโดยรุกตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ ได้แก่ อินเดีย รัสเซีย เกาหลี โดยใช้กลไกการท่องเที่ยวสร้างการรับรู้และขยายฐานเป้าหมาย
ขณะที่ ตลาดเอเชียกลาง เจาะตลาดผ่านเส้นทางขนส่งทางรถไฟ ส่วน ตะวันออกกลางและญี่ปุ่น เน้นผลิตภัณฑ์ทุเรียนแช่เย็นและแช่แข็ง ซึ่งได้รับผลตอบรับดีในตลาดที่ต้องการความสะดวก
นอกจากนี้ เพื่อรักษาตลาดจีนซึ่งเป็นตลาดหลัก ภาครัฐได้ปรับกลยุทธ์การตรวจสอบคุณภาพสินค้า โดยเฉพาะการควบคุมสารตกค้างและแคดเมียม โดยจะขยายการตรวจสอบไปถึงระดับปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ยและสารเคมีที่เกษตรกรใช้ เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุแทนการตรวจสอบเพียงปลายทางที่ด่านส่งออก
ทั้งนี้ยังเร่งเพิ่มทักษะ ให้แก่แรงงานเมียนมาเพื่อทดแทนแรงงานกัมพูชาที่ลดลง โดยเน้นความชำนาญในการคัดเลือกและดูแลทุเรียน
อย่างไรก็ดียังมีมาตรการกระตุ้นการบริโภคในประเทศ ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนการบริโภคในประเทศปรับตัวสูงขึ้น จึงได้เตรียมแผนกระจายผลผลิตผ่านเครือข่ายตลาดค้าส่งขนาดใหญ่ (ตลาดไท, สี่มุมเมือง, ศรีเมือง) และสนับสนุนกลุ่ม "รถเร่" เพื่อนำสินค้าเข้าถึงผู้บริโภคในระดับอำเภอและตำบลที่ห่างไกล พร้อมเตรียมจัดงาน Kick-off เปิดฤดูกาลเพื่อสร้างกระแสการบริโภคตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคมนี้ ซึ่งเป็นวันเริ่มตัดทุเรียนพันธุ์กระดุมของจังหวัดจันทบุรี





