ธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC) เผยบทวิเคราะห์แนวโน้ม ระเบียงการค้าอาเซียน–จีน ระบุว่า ความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างสองภูมิภาคยังขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง ทั้งในมิติการค้าและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยเฉพาะเม็ดเงินลงทุนจากจีนที่ไหลเข้าสู่อาเซียนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและการค้าโลก
นางยุน หลิว นักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคอาเซียน ฝ่ายวิจัยการลงทุนระดับโลก HSBC ระบุว่า ในปี 2567 มูลค่าการค้าทวิภาคีระหว่างอาเซียนกับจีนพุ่งแตะ 984,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 30.7 ล้านล้านบาท ส่งผลให้อาเซียนครองตำแหน่ง คู่ค้าอันดับหนึ่งของจีนเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน และมีแนวโน้มทำสถิติใหม่อีกครั้งในปี 2568
แม้อาเซียนจะขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มขึ้น แต่ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงการเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทานที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E&E) ซึ่งคิดเป็นราว 30% ของทั้งการส่งออกและนำเข้า และเป็นแรงขับสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศที่มีฐานเทคโนโลยีแข็งแกร่งอย่าง สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม
ในอีกด้านหนึ่ง อาเซียนยังคงได้เปรียบด้าน สินค้าเกษตรและสินค้าโภคภัณฑ์ โดยอินโดนีเซียยังพึ่งพาการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์เป็นหลัก ขณะที่ไทยและฟิลิปปินส์มีความได้เปรียบเชิงโครงสร้างในภาคเกษตร ส่วนเวียดนามกำลังไล่ตามอย่างรวดเร็วหลังลงนามข้อตกลงทางการค้ากับจีนหลายฉบับ
อย่างไรก็ตาม สินค้าที่เติบโตโดดเด่นที่สุดกลับไม่ใช่สินค้าเกษตรดั้งเดิม แต่คือ “ทุเรียน” ซึ่งตลาดจีนได้กลายเป็นตลาดมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้ไทยจะครองตลาดมายาวนานตั้งแต่ปี 2548 แต่การแข่งขันทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมาก
โดยเวียดนามซึ่งเพิ่งเริ่มส่งออกทุเรียนไปจีนในปี 2563 สามารถเร่งยอดส่งออกขึ้นแตะ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 93,600 ล้านบาท ในปี 2567 และช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดในจีนจาก 0% เป็นมากกว่า 40% ภายในเวลาเพียง 3 ปี
ขณะที่มาเลเซียก็เริ่มเข้าสู่การแข่งขันอย่างเป็นทางการ หลังได้รับอนุญาตส่งออกทุเรียนสดตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2567
ทั้งนี้ ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ นับตั้งแต่ปี 2561 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้อาเซียนกลับมาเป็นจุดหมายปลายทางการลงทุน โดยกลุ่มประเทศ ASEAN-6 สามารถดึงดูด FDI ได้ถึง 14.5% ของเม็ดเงิน FDI ทั่วโลก ซึ่งกว่า 65% ไหลเข้าสิงคโปร์
ขณะเดียวกัน การลงทุนจากจีนในภาคการผลิตของอาเซียนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากสัดส่วนต่ำกว่า 10% ในปี 2558 เป็นมากกว่า 25% ของ FDI รวม ในประเทศอย่างไทย อินโดนีเซีย และเวียดนาม
สะท้อนบทบาทของจีนที่กลายเป็นนักลงทุนหลักในภูมิภาค แม้ในมาเลเซียและสิงคโปร์ สัดส่วน FDI จากจีนจะยังไม่โดดเด่นเมื่อเทียบกับเม็ดเงินจากประเทศตะวันตก แต่ก็มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สำหรับทิศทางการลงทุน จีนเลือกลงทุนแตกต่างกันไปตามจุดแข็งของแต่ละประเทศ
สำหรับคำถามสำคัญของนักลงทุนเกี่ยวกับนโยบายกำแพงภาษีในยุค Trump 2.0 นางยุน หลิว มองว่า แม้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปผลกระทบทั้งหมด แต่ข้อมูลปัจจุบันบ่งชี้ว่า กลยุทธ์ China+1 จะยังดำเนินต่อไป เนื่องจากการค้าและ FDI ในอาเซียนยังคงขยายตัว
กรณีของประเทศไทย ถือเป็นจุดที่น่าจับตาเป็นพิเศษ โดยมูลค่าการขอรับส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศพุ่งขึ้นเกือบ 7% ของ GDP ซึ่งกว่า 40% เป็นการลงทุนในภาคดิจิทัล โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ และเกือบ 40% ของ FDI ที่ได้รับการอนุมัติทั้งหมดในปี 2568 มาจากจีน ครอบคลุมภาคโลหะ อิเล็กทรอนิกส์ และดิจิทัล
แนวโน้มดังกล่าวอาจเผชิญความไม่แน่นอนจาก ความตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชา และ การเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ขณะที่มาเลเซียและเวียดนามยังคงได้แรงหนุนจาก FDI จีนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยชดเชยการลงทุนจากประเทศอื่นที่ชะลอลง
ท้ายที่สุด HSBC มองว่า ประเด็นสำคัญของอาเซียนในระยะถัดไป ไม่ได้อยู่เพียงแค่การเป็นฐานรองรับการย้ายฐานการผลิต แต่คือความสามารถในการ เปลี่ยนกระแส China+1 ให้กลายเป็นส่วนแบ่งตลาดโลกที่สูงขึ้นอย่างยั่งยืน