thansettakij
thansettakij
‘โลกเดือด’ ดันตลาดเปลี่ยน นายกอารักขาพืช คาด ‘ชีวภัณฑ์’ ปี 69 โตแรง

‘โลกเดือด’ ดันตลาดเปลี่ยน นายกอารักขาพืช คาด ‘ชีวภัณฑ์’ ปี 69 โตแรง

เปิดตัว ‘สมศักดิ์ สมานวงศ์” นายกสมาคมอารักขาพืชไทย ชี้ ปี 69 โลกเดือด’ ดันตลาดเปลี่ยน นายกอารักขาพืช คาด ‘ชีวภัณฑ์’ โตแรง

KEY

POINTS

  • ภาวะโลกเดือดทำให้ศัตรูพืชระบาดรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ตลาดเคมีเกษตรต้องปรับตัวไปสู่แนวทางที่ยั่งยืนและปลอดภัย
  • "ชีวภัณฑ์" กลายเป็นทางเลือกสำคัญที่ตอบโจทย์กระแสโลก โดยมีแนวโน้มการใช้งานเพิ่มขึ้นเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างความปลอดภัยทางอาหาร
  • นายกสมาคมอารักขาพืชไทยคาดการณ์ว่าตลาดชีวภัณฑ์จะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญภายในปี พ.ศ. 2569 เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อประชากรของศัตรูพืช อัตราการอยู่รอด การระบาด และการแพร่กระจายของศัตรูพืช อาจพบศัตรูพืชอุบัติใหม่ หรือศัตรูพืชต่างถิ่นระบาดมากขึ้น อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นมีผลต่อวงจรชีวิตของแมลง วงจรชีวิตของแมลงสั้นลง สามารถขยายพันธุ์ได้หลายรุ่นต่อปี ทำให้มีการระบาดของแมลงศัตรูพืชอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการจัดการศัตรูพืชแบบเดิมอาจไม่สามารถป้องกันกำจัดศัตรูพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องมีระบบการจัดการพืชที่ดี มีการติดตามสภาพภูมิอากาศและศัตรูพืชอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทันต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป

 

‘โลกเดือด’ ดันตลาดเปลี่ยน นายกอารักขาพืช คาด ‘ชีวภัณฑ์’ ปี 69 โตแรง

 

“ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “นายสมศักดิ์ สมานวงศ์” นายกสมาคมอารักขาพืชไทย ถึงแนวโน้มการใช้เคมีเกษตรในปี 2569 ที่ผู้นำเข้าและผู้ค้าจะเลือกสารเคมีเกษตรที่จะช่วยลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ช่วยลดอุณหภูมิของโลกที่อาศัยอยู่ให้มีความเหมาะสม เป็นเกษตรที่ปลอดภัย และนำไปสู่การผลิตอาหารที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ปราศจากสารพิษตกค้าง มีความปลอดภัยต่อสิ่งมีชีวิตและสภาพแวดล้อม

 

 

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ประเทศไทยได้พัฒนาวิชาการด้านอารักขาพืชมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันตลาดในไทยมีมูลค่าประมาณ 2.5-3 หมื่นล้านบาทต่อปี ช่วยส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตตามระบบมาตรฐาน ทำให้ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรในอันดับต้นๆ ของโลกในบางรายการ

 

 

‘โลกเดือด’ ดันตลาดเปลี่ยน นายกอารักขาพืช คาด ‘ชีวภัณฑ์’ ปี 69 โตแรง

 

ชู “ชีวภัณฑ์”  ตอบโจทย์เทรนด์โลก

แต่ในปัจจุบันสิ่งที่จะต้องคำนึงถึงคือ การอารักขาพืชใน “ยุคโลกเดือด” จะต้องหาสารเคมีที่ใช้อารักขาพืชที่มีประสิทธิภาพ ทันต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้มากขึ้น นำไปสู่การผลิตอาหารที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ปราศจากสารพิษตกค้าง แนวโน้มจะใช้ชีวภัณฑ์เป็นส่วนผสมในการป้องกันการกำจัดศัตรูพืชและโรคพืชกันมากขึ้น แทนที่จะใช้ปัจจัยการผลิตค่อนข้างแพง จากราคาพืชผลไม่ว่าจะเป็นข้าวหรือทุเรียน เกษตรกรขายไม่ได้กำไรมากนัก

เช่นเดียวกับการใช้เคมีเกษตรในกลุ่มอาเซียนมีความใกล้เคียงกัน ยกเว้นประเทศเวียดนาม มีการใช้ปัจจัยการผลิตค่อนข้างสูง เพราะสามารถเปิดตลาดขายสินค้าได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการส่งออกข้าว ก็ส่งออกได้เพิ่มขึ้น รวมทั้งพืชอื่น ๆ จึงทำให้มีการใช้ปัจจัยการผลิตที่เพิ่มขึ้น

 

ยุคเปลี่ยนผ่านเข้าสู่เคมีกรีน

ปัจจุบันการนำเข้าสินค้าสูตรผสมชีวภัณฑ์ยังไม่มีมากนัก แต่มีแนวโน้มการใช้เพิ่มมากขึ้นในอนาคต จากในอดีตใช้สารเคมีอย่างเดียว แต่เวลานี้มีสูตรที่จะใช้ผสมชีวภัณฑ์เพิ่มขึ้น เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของพืช ซึ่งยังมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ร่วมกัน ยิ่งในอนาคตหากประเทศไทยมีกฎระเบียบที่เอื้ออำนวยในการนำเข้าชีวภัณฑ์ต่าง ๆ เข้ามาได้มากยิ่งขึ้น ถือเป็นหัวใจของการขับเคลื่อนเกษตรกรรมสมัยใหม่ที่ทำงานร่วมกับกลไกธรรมชาติของพืชและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูดิน บำรุงพืช และเพิ่มคุณภาพผลผลิตอย่างยั่งยืน

“จากมีข้อจำกัด และระเบียบยังไม่ชัดเจน จึงทำให้หลายบริษัทไม่กล้าที่จะลงทุนนำเข้าสินค้ามาเพื่อเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกร แต่ในอีกด้านหนึ่งต้องยอมรับว่าชีวภัณฑ์อาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก เพิ่งมาเป็นกระแสในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา และสินค้าชีวภัณฑ์ก็เป็นสินค้าที่ไม่ได้หาซื้อง่าย ไม่ได้มีจำหน่ายตามร้านค้าทั่วไป และแหล่งผลิตไม่ได้มากนัก”

ที่ผ่านมาหน่วยงานราชการและมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ก็พยายามที่จะผลิตสินค้าต้นแบบขึ้นมา และกรมวิชาการเกษตรก็มีการวิจัยและพัฒนาชีวภัณฑ์ และยินดีเปิดให้กับบริษัทต่างๆ มาขอใช้ประโยชน์เพื่อผลิตจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ ขณะที่เกษตรกรเองอยู่ระหว่างการปรับตัวในการใช้ชีวภัณฑ์ ซึ่งต้องใช้เวลา

 

ปัจจัยเสี่ยงเกษตรปี 69 ยังอื้อ

นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่าจากสภาพอากาศที่แปรปรวน มีทั้งนํ้าท่วมและภัยแล้ง รวมทั้งราคาสินค้าเกษตรไม่จูงใจ ทำให้ตลาดเคมีเกษตรเป็นไปตามสถานการณ์และตามกลไกตลาด ไม่ได้หวือหวา เช่น ในพื้นที่ภาคกลางที่มีการปลูกข้าวหลายรอบ เมื่อปลูกไปแล้วก็ไม่ได้อยากบำรุงข้าวเต็มที่ ต้องมาลุ้นเวลาเก็บเกี่ยว หากราคาไม่ได้ ก็ส่งผลทำให้ยิ่งขาดทุนเพิ่มขึ้น และจากค่าครองชีพที่สูง ทำให้เกษตรกรมีกำลังซื้อน้อย แม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลจะมีโครงการอุดหนุนจ่ายตรงให้ก็ตาม เช่น เงินช่วยเหลือชาวนา ไร่ละ 1,000 บาท รับสูงสุดไม่เกิน 10 ไร่ เป็นต้น

ในส่วนด้านของเอกชน ที่ผ่านมาก็มีการประชุมหารือกันอยู่ตลอดเวลา ทั้งในอาเซียนถึงวิธีการเฝ้าระวังและสารอันตรายต่าง ๆ จากนักวิชาการในแต่ละประเทศ เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวว่าประเทศไทยจะตกเทรนด์ รวมถึงข้อกังวลต่างๆ แม้กระทั่งกรมวิชาการเกษตรเองก็มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่ผู้ประกอบการเคมีเกษตรจะต้องปรับตัวใหม่เพื่อเข้าสู่เกษตรรักษ์โลก

 

หน้า 9 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 45 ฉบับที่ 4,161 วันที่ 28 -31 ธันวาคม พ.ศ. 2568