

KEY
POINTS
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อประชากรของศัตรูพืช อัตราการอยู่รอด การระบาด และการแพร่กระจายของศัตรูพืช อาจพบศัตรูพืชอุบัติใหม่ หรือศัตรูพืชต่างถิ่นระบาดมากขึ้น อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นมีผลต่อวงจรชีวิตของแมลง วงจรชีวิตของแมลงสั้นลง สามารถขยายพันธุ์ได้หลายรุ่นต่อปี ทำให้มีการระบาดของแมลงศัตรูพืชอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการจัดการศัตรูพืชแบบเดิมอาจไม่สามารถป้องกันกำจัดศัตรูพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องมีระบบการจัดการพืชที่ดี มีการติดตามสภาพภูมิอากาศและศัตรูพืชอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทันต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป
“ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “นายสมศักดิ์ สมานวงศ์” นายกสมาคมอารักขาพืชไทย ถึงแนวโน้มการใช้เคมีเกษตรในปี 2569 ที่ผู้นำเข้าและผู้ค้าจะเลือกสารเคมีเกษตรที่จะช่วยลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ช่วยลดอุณหภูมิของโลกที่อาศัยอยู่ให้มีความเหมาะสม เป็นเกษตรที่ปลอดภัย และนำไปสู่การผลิตอาหารที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ปราศจากสารพิษตกค้าง มีความปลอดภัยต่อสิ่งมีชีวิตและสภาพแวดล้อม
นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ประเทศไทยได้พัฒนาวิชาการด้านอารักขาพืชมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันตลาดในไทยมีมูลค่าประมาณ 2.5-3 หมื่นล้านบาทต่อปี ช่วยส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตตามระบบมาตรฐาน ทำให้ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรในอันดับต้นๆ ของโลกในบางรายการ
ชู “ชีวภัณฑ์” ตอบโจทย์เทรนด์โลก
แต่ในปัจจุบันสิ่งที่จะต้องคำนึงถึงคือ การอารักขาพืชใน “ยุคโลกเดือด” จะต้องหาสารเคมีที่ใช้อารักขาพืชที่มีประสิทธิภาพ ทันต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้มากขึ้น นำไปสู่การผลิตอาหารที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ปราศจากสารพิษตกค้าง แนวโน้มจะใช้ชีวภัณฑ์เป็นส่วนผสมในการป้องกันการกำจัดศัตรูพืชและโรคพืชกันมากขึ้น แทนที่จะใช้ปัจจัยการผลิตค่อนข้างแพง จากราคาพืชผลไม่ว่าจะเป็นข้าวหรือทุเรียน เกษตรกรขายไม่ได้กำไรมากนัก
เช่นเดียวกับการใช้เคมีเกษตรในกลุ่มอาเซียนมีความใกล้เคียงกัน ยกเว้นประเทศเวียดนาม มีการใช้ปัจจัยการผลิตค่อนข้างสูง เพราะสามารถเปิดตลาดขายสินค้าได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการส่งออกข้าว ก็ส่งออกได้เพิ่มขึ้น รวมทั้งพืชอื่น ๆ จึงทำให้มีการใช้ปัจจัยการผลิตที่เพิ่มขึ้น
ยุคเปลี่ยนผ่านเข้าสู่เคมีกรีน
ปัจจุบันการนำเข้าสินค้าสูตรผสมชีวภัณฑ์ยังไม่มีมากนัก แต่มีแนวโน้มการใช้เพิ่มมากขึ้นในอนาคต จากในอดีตใช้สารเคมีอย่างเดียว แต่เวลานี้มีสูตรที่จะใช้ผสมชีวภัณฑ์เพิ่มขึ้น เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของพืช ซึ่งยังมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ร่วมกัน ยิ่งในอนาคตหากประเทศไทยมีกฎระเบียบที่เอื้ออำนวยในการนำเข้าชีวภัณฑ์ต่าง ๆ เข้ามาได้มากยิ่งขึ้น ถือเป็นหัวใจของการขับเคลื่อนเกษตรกรรมสมัยใหม่ที่ทำงานร่วมกับกลไกธรรมชาติของพืชและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูดิน บำรุงพืช และเพิ่มคุณภาพผลผลิตอย่างยั่งยืน
“จากมีข้อจำกัด และระเบียบยังไม่ชัดเจน จึงทำให้หลายบริษัทไม่กล้าที่จะลงทุนนำเข้าสินค้ามาเพื่อเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกร แต่ในอีกด้านหนึ่งต้องยอมรับว่าชีวภัณฑ์อาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก เพิ่งมาเป็นกระแสในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา และสินค้าชีวภัณฑ์ก็เป็นสินค้าที่ไม่ได้หาซื้อง่าย ไม่ได้มีจำหน่ายตามร้านค้าทั่วไป และแหล่งผลิตไม่ได้มากนัก”
ที่ผ่านมาหน่วยงานราชการและมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ก็พยายามที่จะผลิตสินค้าต้นแบบขึ้นมา และกรมวิชาการเกษตรก็มีการวิจัยและพัฒนาชีวภัณฑ์ และยินดีเปิดให้กับบริษัทต่างๆ มาขอใช้ประโยชน์เพื่อผลิตจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ ขณะที่เกษตรกรเองอยู่ระหว่างการปรับตัวในการใช้ชีวภัณฑ์ ซึ่งต้องใช้เวลา
ปัจจัยเสี่ยงเกษตรปี 69 ยังอื้อ
นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่าจากสภาพอากาศที่แปรปรวน มีทั้งนํ้าท่วมและภัยแล้ง รวมทั้งราคาสินค้าเกษตรไม่จูงใจ ทำให้ตลาดเคมีเกษตรเป็นไปตามสถานการณ์และตามกลไกตลาด ไม่ได้หวือหวา เช่น ในพื้นที่ภาคกลางที่มีการปลูกข้าวหลายรอบ เมื่อปลูกไปแล้วก็ไม่ได้อยากบำรุงข้าวเต็มที่ ต้องมาลุ้นเวลาเก็บเกี่ยว หากราคาไม่ได้ ก็ส่งผลทำให้ยิ่งขาดทุนเพิ่มขึ้น และจากค่าครองชีพที่สูง ทำให้เกษตรกรมีกำลังซื้อน้อย แม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลจะมีโครงการอุดหนุนจ่ายตรงให้ก็ตาม เช่น เงินช่วยเหลือชาวนา ไร่ละ 1,000 บาท รับสูงสุดไม่เกิน 10 ไร่ เป็นต้น
ในส่วนด้านของเอกชน ที่ผ่านมาก็มีการประชุมหารือกันอยู่ตลอดเวลา ทั้งในอาเซียนถึงวิธีการเฝ้าระวังและสารอันตรายต่าง ๆ จากนักวิชาการในแต่ละประเทศ เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวว่าประเทศไทยจะตกเทรนด์ รวมถึงข้อกังวลต่างๆ แม้กระทั่งกรมวิชาการเกษตรเองก็มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่ผู้ประกอบการเคมีเกษตรจะต้องปรับตัวใหม่เพื่อเข้าสู่เกษตรรักษ์โลก
หน้า 9 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 45 ฉบับที่ 4,161 วันที่ 28 -31 ธันวาคม พ.ศ. 2568