thansettakij
ดัชนีความเชื่อมั่นค้าชายแดน คาดปี 69 มูลค่าบวกทะลุ 1.09 ล้านล้าน

ดัชนีความเชื่อมั่นค้าชายแดน คาดปี 69 มูลค่าบวกทะลุ 1.09 ล้านล้าน

28 ม.ค. 2569 | 09:12 น.
อัปเดตล่าสุด :28 ม.ค. 2569 | 09:47 น.

ดัชนีความเชื่อมั่นค้าชายแดน-ข้ามแดน ปี 69 ระยะสั้นยังเปราะบางจากความตึงเครียดชายแดน ต้นทุนขนส่งสูง คาดมูลค่าการค้าทะลุ 1.09 ล้านล้านบาท ขยายตัว 2.56%

KEY

POINTS

  • มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยคาดการณ์มูลค่าการค้าชายแดนและผ่านแดนในปี 2569 จะอยู่ที่ 1.09 ล้านล้านบาท ขยายตัว 2.56%
  • ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่น (FBI) พบว่าความเชื่อมั่นในระยะยาวดีขึ้น แต่ในระยะสั้นยังคงได้รับผลกระทบจากปัญหาต่างๆ
  • ปัจจัยบวกที่สำคัญคือความต้องการสินค้าไทยที่เพิ่มขึ้นและนโยบายส่งเสริมจากภาครัฐ ขณะที่ปัจจัยลบหลักคือสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนและต้นทุนขนส่งที่สูงขึ้น
  • ผู้ประกอบการมีความกังวลเรื่องความตึงเครียดชายแดนและปัญหาคอร์รัปชัน โดยต้องการให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือด้านการลดอุปสรรคทางการค้าและปรับปรุงกฎระเบียบ

วันที่ 28 มกราคม นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงการสำรวจ การค้าชายแดนและผ่านแดนของไทย( FBI ) ซึ่งเป็นการสำรวจครั้งที่ 2 ต่อจากปีก่อน ว่า การการค้าชายแดนและข้ามแดน คิดเป็นสัดส่วน 10% ของการส่งออก ไทยในภาพรวมและมีผลต่อการพยุงเศรษฐกิจของไทย และในช่วงที่ผ่านมาประเทศไทย เจอปัญหาชายแดนตั้งแต่ในช่วงกลางปีที่ผ่านมา จึงมีผลต่อการค้าชายแดนและข้ามแดน

ทั้งนี้ ผลสำรวจการค้าชายแดนและผ่านแดน (FBI) ของไทย ปี 2569 พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นการค้าชายแดนและการค้าแดนของไทยในระยะสั้นอยู่ที่ระดับ 38.7 ระยะกลางอยู่ที่ 43.1 และระยะยาวอยู่ที่ 47.5

“หากมองในระยะยาวถือว่าดัชนีความเชื่อมั่นดีขึ้น แต่ในระยะสั้นยังคงอยู่ระดับที่ ยังได้รับผลกระทบและประสบปัญหาและปัจจัยที่มีผลต่อการค้าชายแดน”

สำหรับปัจจัยบวกต่อการค้าชายแดนและการค้าข้ามแดนไทยในปีนี้ ได้แก่ ความต้องการสินค้าจากไทยเพิ่มขึ้น ภาครัฐมีแผนส่งเสริมผู้ประกอบการชายแดน นโยบายความร่วมมือทางการค้าระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ระบบการทำธุรกรรมทางการเงินที่สะดวก ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ ระบบด่านศุลกากรพัฒนาเป็นระบบเทคโนโลยีมากขึ้น เศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้านมีแนวโน้มฟื้นตัว และการยกระดับจุดผ่านแดนให้เป็นด่านถาวร

ขณะที่ปัจจัยลบ ได้แก่ สถานการณ์ความไม่สงบและความมั่นคงตามแนวชายแดน ต้นทุนค่าขนส่งสูงขึ้น กฎระเบียบด่านเข้มงวด การแข่งขันสินค้าราคาต่ำในตลาดเพื่อนบ้าน สถานการณ์ภัยพิบัติธรรมชาติ ปัญหาคอรัปชั่น การลักลอบขนสินค้าผิดกฎหมาย อุปสรรคด้านขนส่งจากโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหาย ความผันผวนของสกุลเงินเพื่อนบ้าน การแพร่ระบาดของเชื้อโรค และความล่าช้าที่มาจากพิธีการศุลกากร

นอกจากนี้ยังมีการสำรวจถึงผลกระทบจากความไม่สงบและความมั่นคงตามแนวชายแดน 71.5% มีผลกระทบมากมีเพียง 9.5% ที่กระทบน้อยส่วนปัญหาผลกระทบภัยพิบัติทางธรรมชาติและสภาพพูมิอากาศแปรปรวน 40.9 มีผลกระทบมากและ 2.5% ไม่มีผลเลย

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีการใช้สิทธิ์ประโยชน์จากข้อตกลงเขตการค้าเสรีหรือเอฟทีเอมากน้อยเพียงใด 64.5% ใช้สิทธิ์เพิ่มขึ้นและ 7.2% ใช้สิทธิประโยชน์น้อย

ส่วนความเป็นห่วงด้านการค้าชายแดนและข้ามแดนจากผลสำรวจส่วนใหญ่ ยังให้ความเป็นห่วงเรื่องสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทยที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพการค้าและการขนส่ง ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งมีผลต่อบรรยากาศการค้าการลงทุน ความสัมพันธ์และนโยบายระหว่างประเทศ และปัญหาระบบและธรรมาภิบาลของภาครัฐโดยเฉพาะเรื่องของคอรัปชั่น

ในการสำรวจพบว่า สิ่งที่ต้องการให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือ คือ การลดอุปสรรคทางการค้าและความร่วมมือระหว่างประเทศ การปรับปรุงกฎระเบียบและกระบวนการของภาครัฐ การพัฒนาระบบการชำระเงินชายแดน และลดขั้นตอนพิธีการศุลกากรและการมีธรรมาภิบาลและเสถียรภาพพื้นที่ชายแดน

ขณะที่การคาดการณ์แนวโน้มการค้าชายแดนและและข้ามแดนในปี 2569 คาดว่าจะอยู่ที่ 1.09 ล้านล้านบาท ขยายตัว 2.56% การนำเข้าอยู่ที่ 9 แสนล้านบาท ขยายตัว 4.57%

นายจีรพันธ์ อัศวะธนกุล รองประธานกรรมการ หอการค้าไทย และประธานกรรมการค้าชายแดน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ผลกระทบการค้าชายแดนและข้ามแดนจะเห็นยังคงต้องติดตาม เนื่องจากว่ายังมีผลกระทบ ยังเชื่อว่าในระยะยาว คาดว่าการค้าชายแดนและข้ามแดนจะกลับเข้ามาสู่ภาวะปกติมากขึ้น แต่ในระยะสั้นยังคงส่งผลผลกระทบ แต่ในภาพรวมการค้าข้ามแดจะมีการขยายตัวมากกว่าการค้าชายแดนมากขึ้น

ส่วนมูลค่าการค้า เชื่อว่ามีโอกาสสูงถึง 2 ล้านล้านบาท เพราะคู่ค้าทั้งชายแดนและข้ามแดนยังคงให้ความเชื่อมั่นในตัวของสินค้าไทย

สำหรับผลกระทบจากปัญหาชายแดนจะมีผลต่อผู้ประกอบการไทยที่ไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน จะมีผลอย่างไรในประเด็นนี้ยังคงต้องติดตามเนื่องจากว่าผู้ประกอบการที่เข้าไปลงทุนล้วนแล้วไปลงทุนเพื่อใช้สิทธิประโยชน์ในการส่งออกการที่จะพิจารณาอยู่ต่อหรือย้ายฐานการผลิตยังคงต้องมีการศึกษาอย่างรอบคอบ คงไม่สามารถที่จะโยกย้ายหรือเคลื่อนย้ายได้ในทันที 

อย่างไรก็ตาม เป็นสิ่งที่ประเทศไทยอาจจะต้องเข้ามาพิจารณาในการดึงซัพพลายเชน นักลงทุนเอกชนไทยเข้ามาลงทุนในประเทศตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำว่าเราจะมีการส่งเสริมในเรื่องนี้อย่างไรได้บ้าง