thansettakij
thansettakij
'ภัทรพงษ์' แฉงบ PM 2.5 ถูกหั่นหนัก ไร้งบแก้ปลาหมอคางดำ-ไทยเสี่ยงแม่น้ำพิษ

'ภัทรพงษ์' แฉงบ PM 2.5 ถูกหั่นหนัก ไร้งบแก้ปลาหมอคางดำ-ไทยเสี่ยงแม่น้ำพิษ

30 มิ.ย. 69 | 03:32 น.
อัปเดตล่าสุด :30 มิ.ย. 69 | 03:57 น.

พรรคประชาชนชำแหละงบประมาณปี 2570 ชี้รัฐบาลตัดงบแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 และไม่จัดสรรงบรับมือปลาหมอคางดำ เตือนวิกฤตสารหนูและโลหะหนักปนเปื้อน

KEY

POINTS

  • งบประมาณแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ปี 2570 ถูกตัดลงอย่างหนัก โดยเฉพาะงบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและงบสนับสนุนเกษตรกรเพื่อลดการเผาซึ่งไม่เพียงพอ
  • ไม่มีการจัดสรรงบประมาณในปี 2570 เพื่อจัดการวิกฤตปลาหมอคางดำ และยังละเลยปัญหาแม่น้ำปนเปื้อนสารพิษโลหะหนัก
  • ไทยมีความเสี่ยงจากวิกฤตแม่น้ำพิษ โดยพบสารตะกั่วและสารหนูปนเปื้อนในแหล่งน้ำและพืชผลทางการเกษตรเกินมาตรฐาน ซึ่งมีต้นตอจากการทำเหมืองในประเทศเพื่อนบ้าน

นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงใหม่ พรรคประชาชน เปิดเผยผ่านการอภิปรายร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 โดยระบุว่า งบประมาณจัดการฝุ่นพิษ PM 2.5 ถูกตัดจนแทบไม่เหลือ โดยเฉพาะงบส่วนท้องถิ่นที่ขอไป 1,500 ล้านบาท แต่ได้รับเพียง 341 ล้านบาท ขณะที่งบสนับสนุนเกษตรกรลดการเผาได้เพียง 261 ล้านบาท หรือเฉลี่ยเพียง 26 บาทต่อไร่ ซึ่งไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้จริง

นอกจากนี้ ยังพบความผิดปกติในการจัดการวิกฤต ปลาหมอคางดำ ที่รัฐบาลเคยระบุว่าสถานการณ์ไม่รุนแรง แต่กลับตั้งงบประมาณปี 2569 ไว้เพียง 1.3 ล้านบาท และในปีงบประมาณ 2570 กลับไม่มีการตั้งงบประมาณเพื่อจัดการปัญหานี้แม้แต่บาทเดียว ซึ่งสะท้อนถึงความละเลยต่อความเดือดร้อนของชาวประมง 

วิกฤต “แม่น้ำพิษ” สารโลหะหนักปนเปื้อน

ทั้งนี้ ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือปัญหาแม่น้ำเป็นพิษจากการทำเหมืองในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งลุกลามจากภาคเหนือสู่ภาคใต้อย่างรุนแรง จากการตรวจสอบพบว่า แม่น้ำหลายสาย เช่น น้ำกก น้ำสาย น้ำโขง และน้ำกระบุรี มีค่าสารตะกั่วและสารหนูเกินมาตรฐานอย่างวิกฤต

โดยเฉพาะในแม่น้ำโขงทางภาคเหนือ พบสารหนูในตะกอนดินสูงกว่ามาตรฐานถึง 30 เท่าสารพิษเหล่านี้ได้ปนเปื้อนเข้าสู่ระบบนิเวศและห่วงโซ่อาหาร ทั้งในเนื้อปลา และพื้นที่เกษตรกรรมกว่า 200,000 ไร่ ผลตรวจจากกรมพัฒนาที่ดินยืนยันว่าพบสารหนูในแปลงเกษตรและพืชผัก เช่น พริกขี้หนู และกะหล่ำดอก เกินมาตรฐาน 5 เท่า แต่รัฐบาลกลับไม่มีมาตรการแจ้งเตือนหรือเยียวยาเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม 

แฉไทยเป็นแค่ทางผ่าน ฟอกแร่พวง 4 หมื่นตันส่งจีน-เวียดนาม

นายภัทรพงษ์ได้ตั้งข้อสังเกตถึงต้นตอของมลพิษว่ามาจากเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้านที่เพิ่มขึ้นกว่า 500 แห่งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการนำเข้าแร่พวง จากเมียนมาที่พุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติในปี 2567 ถึง 40,000 ตัน มูลค่ากว่า 2,864 ล้านบาท และจากข้อมูลระบุว่าประเทศไทยเป็นเพียงทางผ่านโดยนำเข้าแร่ดังกล่าวเพื่อส่งต่อไปยังจีนและเวียดนาม ซึ่งมองว่าไทยกำลังทำหน้าที่เป็นเครื่องฟอกแร่ ที่ไม่มีกฎหมายตรวจสอบซัพพลายเชน ส่งผลให้ไทยต้องรับผลกระทบจากมลพิษทางน้ำจากการทำเหมืองเหล่านั้นโดยที่ประชาชนไม่ได้เป็นผู้ก่อ

แนะปฏิรูปงบประมาณ-ยกระดับเจรจาพหุภาคี

นายภัทรพงษ์เสนอให้รัฐบาลดำเนินการ 3 แนวทางเร่งด่วน 

1.จัดทำแผนที่ความเสี่ยง (Risk Map) เพื่อจัดสรรงบประมาณให้ตรงจุดตามความรุนแรงของภัย

2.ออกกฎหมายตรวจสอบซัพพลายเชนแร่ โดยใช้กลไกกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพาณิชย์ บังคับให้ระบุแหล่งที่มาของเหมืองเพื่อตรวจสอบย้อนกลับได้ 

3.ยกระดับการทูตสิ่งแวดล้อม เปิดการเจรจาพหุภาคี 4 ประเทศ (ไทย, เมียนมา, ลาว, จีน) เพื่อกำหนดมาตรฐานการตรวจสอบน้ำและระบบบำบัดน้ำเสียที่ต้นน้ำ

“งบปี 70 นี้ รัฐบาลจัดงบช่วยใคร ถ้าดูจากข้อมูลนี้ รัฐบาลกำลังช่วยคนนอกประเทศ ช่วยเจ้าของเหมืองให้รวยขึ้น โดยทิ้งให้คนไทยต้องอยู่กับสารพิษที่ทำลายชีวิตของพวกเขา” นายภัทรพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย