KEY
POINTS
แหล่งข่าววงการค้าพืชไร่ เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ผลพวงจากรัฐบาลรักษาการไม่มีอำนาจในการพิจารณาเปิดตลาดนำเข้าเมล็ดถั่วหลือง ซึ่งประกาศเดิมหมดอายุไปเมื่อ 31 ธันวาคม 2568 ส่งผลให้ภาคธุรกิจที่มีการสั่งซื้อเมล็ดถั่วเหลืองไว้ล่วงหน้าไม่สามารถทำพิธีการตรวจปล่อยสินค้าได้ ในส่วนของผู้ผลิตอาหารสัตว์มีการนำเข้าเมล็ดถั่วเหลืองมาใช้ในการผลิตอาหารสัตว์ปีละประมาณ 5-6 แสนตัน
ล่าสุดได้รับรายงานมีสินค้าตกค้างที่ท่าเรือปริมาณ 1 แสนตัน จะมีทั้งรายใหญ่และรายเล็ก ซึ่งรายเล็กจะลำบาก เนื่องจากสั่งไม่มากจะปะปนกับสินค้าอื่นใส่รวมกันมา และถ้าจอดรอค่าปรับรายวันจะทวีคูณ หากเรือรอไม่ได้ก็ต้องเทขายราคาถูกให้กับประเทศอื่นแทน ส่วนผู้นำเข้ารายใหญ่ต้องจ่ายค่า Demurrage ประมาณ 1 ล้านบาทต่อวัน หรือ 20 ล้านบาทแล้ว
อย่างไรก็ดีทำให้ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หน้าฟาร์มและหน้าโรงงานปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างพร้อมเพรียง หลังผู้ประกอบการรายใหญ่หลายค่ายประกาศขยับราคารับซื้อขึ้นเฉลี่ย 3 บาทต่อกิโลกรัม สะท้อนอุปทานตึงตัวและความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง
จากข้อมูลตลาด ณ วันที่ 23 มกราคม 2569 พบว่า โรงงานในเครือ CPF และบริษัทชั้นนำในหลายพื้นที่ ปรับราคารับซื้อข้าวโพดความชื้นไม่เกิน 18% อยู่ในช่วง 9.65–10.10 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) โดยราคาสูงสุดอยู่ที่โรงงานในจังหวัดศรีสะเกษ รับซื้อถึง 10.10 บาท/กก. ขณะที่โรงงานในภาคกลางและภาคเหนือส่วนใหญ่รับซื้อเฉลี่ยกว่า 9.70–9.90 บาท/กก.
ด้านกลุ่มเบทาโกรและกรุงไทย กรุ๊ป ยังคงรักษาระดับราคารับซื้อข้าวโพดคุณภาพสูงในกรอบ 9.20–9.80 บาท/กก. ขณะที่ผู้ประกอบการบางรายเริ่มกำหนดเงื่อนไขรับซื้อแบบจำกัดปริมาณต่อวัน สะท้อนแรงซื้อที่ยังร้อนแรง
แหล่งข่าวจากวงการค้าข้าวโพดระบุว่า ผลพวงจากกระแสข่าวการนำเข้าถั่วเหลืองอาจสะดุด ต้องรอความชัดเจนจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 27 มกราคม 2569 ว่าจะมีมติให้นำเข้าหรือไม่ ประกอบกับผลผลิตฤดูใหม่ที่ทยอยออกสู่ตลาดช้ากว่าคาด สวนความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และปศุสัตว์ยังขยายตัวต่อเนื่อง ทำให้แนวโน้มราคายังมีโอกาสขยับขึ้นได้อีก
รายงานราคาข้าวโพด ณ วันที่ 23 มกราคม 2569