ถั่วเหลืองนำเข้าติดค้าง 6 หมื่นตัน เสียค่าปรับสายเรือวันละ 1 ล้าน เสี่ยง รง.อาหารสัตว์หยุดผลิต

21 ม.ค. 2569 | 11:31 น.
อัปเดตล่าสุด :21 ม.ค. 2569 | 11:31 น.

สมาพันธ์ปศุสัตว์ฯ เตือนวัตถุดิบโปรตีนหลักขาดแคลน หลังเมล็ดถั่วเหลืองนำเข้าติดค้างกว่า 60,000 ตัน ค่าใช้จ่าย Demurrage พุ่งวันละ 1 ล้านบาท กากถั่วเหลืองในประเทศขึ้นแล้วกว่า 20% เสี่ยงกระทบห่วงโซ่อาหารทั้งระบบหวังรัฐบาลรักษาการช่วยปลดล็อก หากยืดเยื้ออาจถึงขั้นหยุดผลิต

KEY

POINTS

  • เมล็ดถั่วเหลืองนำเข้าสำหรับผลิตอาหารสัตว์ติดค้างที่ท่าเรือราว 60,000 ตัน เนื่องจากรัฐบาลรักษาการไม่มีอำนาจอนุมัตินำเข้าหลังประกาศเดิมหมดอายุ
  • ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระค่าปรับล่าช้าจากสายเรือ (Demurrage) วันละประมาณ 1 ล้านบาท ทำให้ต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์สูงขึ้น
  • วิกฤตขาดแคลนวัตถุดิบเสี่ยงทำให้โรงงานอาหารสัตว์ต้องลดกำลังการผลิต หรืออาจต้องหยุดการผลิตลง ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่ออุตสาหกรรม

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย และเลขาธิการสมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เปิดเผยว่า ปัจจุบันรัฐบาลรักษาการไม่มีอำนาจในการพิจารณาเปิดตลาดนำเข้าเมล็ดถั่วหลือง ซึ่งประกาศเดิมหมดอายุไปเมื่อ 31 ธันวาคม 2568 ส่งผลให้ภาคธุรกิจที่มีการสั่งซื้อเมล็ดถั่วเหลืองไว้ล่วงหน้าไม่สามารถทำพิธีการตรวจปล่อยสินค้าได้

ในส่วนของผู้ผลิตอาหารสัตว์มีการนำเข้าเมล็ดถั่วเหลืองมาใช้ในการผลิตอาหารสัตว์ปีละประมาณ 5-6 แสนตัน ปัจจุบันมีสินค้าตกค้างที่ไม่สามารถตรวจปล่อยได้เบื้องต้นประมาณ 60,000 ตัน สมาชิกต้องจ่ายค่า Demurrage (ค่าปรับหรือค่าธรรมเนียมที่ผู้ขนส่ง เช่น สายเรือหรือเจ้าของตู้คอนเทนเนอร์ เรียกเก็บจากผู้ส่งออกหรือผู้นำเข้า) ประมาณ 1 ล้านบาทต่อวัน หรือกว่า 20 ล้านบาทแล้ว หากปล่อยไว้แบบนี้ต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์จะปรับสูงขึ้น และเกิดขาดแคลนวัตถุดิบในที่สุด

ผลที่ตามมาคือโรงงานอาหารสัตว์จะต้องลดกำลังการผลิต และชะลอการรับซื้อวัตถุดิบทางการเกษตรภายในประเทศ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปลายข้าว มันสำปะหลัง ให้สอดคล้องกับปริมาณเมล็ดถั่วเหลืองที่มีเหลือใช้ในสูตรถั่วเหลืองเป็นวัตถุดิบโปรตีน หากไม่มีใช้ก็ต้องปรับสูตรการผลิตและลดการใช้วัตถุดิบตัวอื่นลงด้วย แม้ตอนนี้จะนำเข้ากากถั่วเหลืองมาได้แต่ก็ต้องใช้เวลา และไม่สามารถใช้แทนถั่วอบได้

พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย และเลขาธิการสมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

“สมาคมฯ ได้ติดตามการดำเนินการของภาครัฐมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนตุลาคม แต่ก็ได้รับทราบว่าติดขัดในเรื่องของการรอแต่งตั้งคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืชซึ่งหมดวาระไปพร้อมคณะรัฐมนตรีชุดก่อนหน้า และตั้งคณะกรรมการสำเร็จในวันที่ 23 ธันวาคม 2568 และมาติดเรื่องข้ออำนาจของรัฐบาลรักษาการที่ไม่อาจพิจารณาเรื่องที่มีภาระผูกพันธ์กับรัฐบาลชุดถัดไป ทำให้เรื่องค้างอยู่จนทุกวันนี้”

ทั้งนี้หากไม่มีทางออกจะต้องรอจนกว่าจะมีการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ พร้อมตั้งคณะกรรมการระดับนโยบายโดยมองว่าอาจจะต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 3-4 เดือน ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ทะลุ 100 ล้านบาท หวั่นกระทบผู้บริโภคในประเทศเนื่องจากปกติธุรกิจจะมีการสต็อกสินค้าไว้เพียง 1-2 เดือนเท่านั้น

นายพรศิลป์ กล่าวอีกว่า สมาคมมีประสบการณ์กับการออกใบอนุญาตนำเข้ากากถั่วเหลืองที่หมดอายุและต้องมีการดำเนินการต่ออายุในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และมักจะพบปัญหาลักษณะนี้แทบทุกครั้งที่ประกาศจะหมดอายุ แม้สมาคมจะมีหนังสือไปยังหน่วยงานราชการให้เตรียมออกประกาศล่วงหน้า 6 เดือนแต่มักจะพบว่าการออกประกาศจะออกในช่วงเดือนธันวาคม พอเกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองก็จะส่งผลกระทบดังเช่นวันนี้ จึงเห็นว่าครั้งนี้ถือเป็นอีกบทเรียนที่สำคัญให้กับหน่วยงานราชการว่าจะต้องทำงานล่วงหน้ารองรับความเสี่ยงความไม่แน่นอนทางการเมืองด้วย

นอกจากนี้ในส่วนของกากนำเข้ากากถั่วเหลืองยังดีที่สามารถออกประกาศให้นำเข้าได้ทันก่อนรัฐบาลยุบสภา แต่ก็น่าเสียดายที่ประกาศยกเว้นภาษีของกระทรวงการคลังออกไม่ทัน ทำให้การนำเข้ากากถั่วเหลืองทุกวันนี้ต้องเสียภาษี 10% ไปก่อน และหวังว่ารัฐบาลชุดใหม่มาจะเร่งออกประกาศยกเว้นภาษีให้ภาคธุรกิจกลับมายื่นขอคืนภาษีส่วนเกินได้ในภายหลัง

“ขอตั้งข้อสังเกตหากรัฐบาลเปลี่ยนแปลงการดำเนินการของรัฐในระดับนโยบายมักจะสะดุด หน่วยงานรัฐควรต้องคำนึงถึงปัจจัยเสี่ยงในส่วนนี้และทำงานล่วงหน้าเพื่อไม่ให้กระทบกับภาคธุรกิจและกระทบไปถึงภาวะเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงผู้บริโภคที่จะต้องมาแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น เรามีประสบการณ์เรื่องนี้แล้วและมีหนังสือไปยังรัฐบาลตั้งแต่วันที่มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ในเดือนตุลาคมแต่ก็ยังเกิดปัญหาอย่างทุกวันนี้”

อย่างไรก็ดี สมาคมฯ ได้ประสานแนวทางแก้ไขเรื่องนี้กับรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดเสนอให้มีการขยายระยะเวลานำเข้าเมล็ดถั่วเหลืองที่หมดอายุไปแล้วออกไปอีก 6 เดือน จนกว่าจะมีการตั้งรัฐบาลใหม่เพราะลดข้อติดขัดเรื่องอำนาจรัฐบาลรักษาการ ซึ่งเป็นทางออกหนึ่งที่จะช่วยแก้ไขปัญหาในช่วงเวลานี้โดยไม่ผูกพันธ์กับรัฐบาลชุดใหม่ และมีกำหนดที่จะเข้าหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 20 มกราคม 2569

แต่ท้ายที่สุดยังไม่มีการพิจารณาเนื่องจากรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องติดภาระกิจ จึงต้องรอลุ้นว่าจะมีการนำเข้าหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้อีกในวันอังคารที่ 27 มกราคม 2569 หรือไม่ โดยระหว่างนี้ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เกิดขึ้นเพิ่มเติมเป็นรายวัน โดยสมาคมฯเชื่อว่ามีทางออกหากรัฐบาลเห็นถึงความเดือดร้อนก็สามารถที่จะทำได้

ถั่วเหลืองนำเข้าติดค้าง 6 หมื่นตัน เสียค่าปรับสายเรือวันละ 1 ล้าน เสี่ยง รง.อาหารสัตว์หยุดผลิต

ปัจจุบันราคาวัตถุดิบกากถั่วเหลืองภายในประเทศมีการปรับขึ้นแล้ว 20% หรือ 2.30 บาท/กิโลกรัม โดยเริ่มจากราคาขายวันที่ 8 มกราคมอยู่ที่ 14.85 บาท/กิโลกรัม มีการปรับขึ้น 2 ครั้ง ในวันที่  9 และ 12 มกราคม 2568 ในราคา 0.50 บาท และ 0.30 บาท/กิโลกรัม ตามลำดับ

สมาคมจึงได้มีหนังสือ 2 ฉบับไปยังสมาคมผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองและรำข้าวขอให้ปรับราคาลงและอย่าฉวยโอกาสในช่วงวิกฤตนี้ขึ้นราคา รวมถึงมีหนังสือไปยังอธิบดีกรมการค้าภายในให้ตรวจสอบการขึ้นราคาดังกล่าว เพราะราคาที่ปรับขึ้นนั้นสวนทางราคากากถั่วเหลืองตลาดโลกยังทรงตัว หลังจากนั้นก็ยังมีการปรับราคาขึ้นอีก 0.50 บาท/กิโลกรัม ในวันที่ 14 มกราคม 2569

แสดงให้เห็นว่าหนังสือที่สมาคมทำไปไม่ได้ถูกพิจารณา และมาขึ้นราคาอีกครั้งหนึ่งในนี้ อีก 1 บาท/กิโลกรัม ทำให้ราคาตอนนี้อยู่ที่ 17.15 บาท/กิโลกรัม ซึ่งการขึ้นราคาครั้งนี้เป็นการขึ้นภายหลังจากทราบว่า การประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 20 มกราคม 2569 ไม่มีการพิจารณาเรื่องนี้ การกระทำเช่นนี้ถือเป็นการซ้ำเติมภาคปศุสัตว์ที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายจากการรอคอยตรวจปล่อยสินค้าอยู่แล้ว ต้องมาซื้อกากถั่วเหลืองในประเทศที่สูงขึ้นด้วย

รัฐบาลจึงต้องรีบเข้ามาดำเนินการแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน โดยใช้กลไกคณะกรรมการกลางว่าด้วยสินค้าและบริการเข้ามาดูแล เช่นเดียวกับที่อาหารสัตว์ถูกควบคุมราคา มิฉะนั้นโรงงานอาหารสัตว์อาจจะต้องปิดโรงงานเพราะแบกรับต้นทุนไม่ไหว ปรับราคาขายก็ปรับไม่ได้

ความเสียหายครั้งนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากความไม่มั่นคงทางการเมือง และความชะล่าใจของหน่วยงานรัฐ ตั้งคำถามว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นใครจะต้องเข้ามารับผิดชอบ และหลังจากนี้หากไม่มีทางออกให้กับภาคธุรกิจจะเกิดปัญหาสินค้าขาดแคลน ซึ่งจะกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารในที่สุด