KEY
POINTS
การประท้วงที่ปะทุขึ้นในอิหร่านตั้งแต่ปลายปี 2568 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2569 ไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ความไม่สงบภายในประเทศตามวัฏจักรการเมืองตะวันออกกลาง หากแต่สะท้อนวิกฤตเชิงโครงสร้าง ที่ทับซ้อนกันทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งมีศักยภาพจะลุกลามส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง
สถานการณ์ล่าสุด ณ วันที่ 12 มกราคม 2569 การชุมนุมขยายตัวไปทั่ว 31 จังหวัดและกว่า 100 เมือง ทั่วอิหร่าน โดยผู้ชุมนุมยังสร้างแรงจูงใจทางการเมืองและเสียงเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจของรัฐ
องค์กรสิทธิมนุษยชนรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตจากการประท้วง เกินกว่า 500 คน โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ชุมนุมและมีเจ้าหน้าที่เสียชีวิตจำนวนหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีการจับกุมผู้ประท้วงมากกว่า 10,600 คน โดยเหตุการณ์มีรายงานการใช้ อาวุธจริงและกำลังเข้มข้นในการสลายการชุมนุมของกองกำลังความมั่นคง
ต้นตอสำคัญของการประท้วงในอิหร่าน เริ่มจากปัญหาเศรษฐกิจที่สะสมยาวนาน เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง ค่าเงินเรียลอ่อนค่าต่อเนื่อง ราคาสินค้าจำเป็น โดยเฉพาะอาหารและพลังงานภายในประเทศปรับตัวขึ้นเร็วกว่ารายได้ของประชาชน ขณะที่อัตราการว่างงานในกลุ่มเยาวชนและชนชั้นกลางเมืองยังอยู่ในระดับสูง สถานการณ์ดังกล่าวถูกซ้ำเติมด้วยผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ ทำให้รัฐมีรายได้จำกัดและไม่สามารถอัดฉีดงบประมาณเยียวยาเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การประท้วงระลอกล่าสุดเริ่มต้นจาก ความไม่พอใจด้านค่าครองชีพและสวัสดิการ ในหลายเมือง ก่อนขยายตัวอย่างรวดเร็วไปสู่การตั้งคำถามต่อการบริหารประเทศของรัฐบาลและโครงสร้างอำนาจทางการเมือง เสียงเรียกร้องของผู้ชุมนุมไม่ได้หยุดอยู่ที่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ลุกลามไปถึงการวิพากษ์บทบาทของชนชั้นนำ ความไม่โปร่งใส และการจำกัดเสรีภาพทางสังคม
ในมิติของการปราบปราม รัฐบาลอิหร่านใช้มาตรการด้านความมั่นคงอย่างเข้มข้น ทั้งการสลายการชุมนุม การควบคุมตัวผู้ประท้วง การจำกัดการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อตัดการสื่อสารและลดการขยายตัวของขบวนการต่อต้าน รายงานจากองค์กรสิทธิมนุษยชนและสื่อระหว่างประเทศระบุว่ามีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก รวมถึงการจับกุมหลายพันคน แม้รัฐบาลจะยืนยันว่าการดำเนินการทั้งหมดเป็นไปเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของรัฐ
รัฐบาลอิหร่านยังได้ ยื่นคำขาดเชิงการเมือง โดยประกาศชัดว่าจะไม่ยอมให้การประท้วงพัฒนาไปสู่การโค่นล้มระบบ พร้อมกล่าวหาว่ามี “อิทธิพลจากต่างชาติ” อยู่เบื้องหลัง ซึ่งเป็นวาทกรรมที่รัฐใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อสร้างความชอบธรรมในการใช้กำลัง
ในเวทีระหว่างประเทศ สถานการณ์อิหร่านไม่ได้ดำเนินไปอย่างโดดเดี่ยว สหรัฐอเมริกาและประเทศตะวันตก แสดงท่าทีสนับสนุนสิทธิในการชุมนุมของประชาชน และวิพากษ์การใช้ความรุนแรงของรัฐ ขณะที่ อิสราเอล แสดงจุดยืนแข็งกร้าวต่อรัฐบาลเตหะราน และใช้โอกาสนี้ตอกย้ำภาพลักษณ์อิหร่านว่าเป็นรัฐที่ไร้เสถียรภาพ ส่วนรัสเซียและจีนยังคงยึดหลักไม่แทรกแซงกิจการภายใน และสนับสนุนรัฐบาลอิหร่านในเชิงการทูตอย่างระมัดระวัง
อิหร่านตอบโต้แรงกดดันจากภายนอกด้วยถ้อยแถลงเชิงแข็งกร้าว เตือนว่าจะตอบโต้ประเทศใดก็ตามที่แทรกแซงกิจการภายใน พร้อมเชื่อมโยงประเด็นความมั่นคงเข้ากับภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ด้านพลังงานของโลก นัยทางยุทธศาสตร์นี้ทำให้ตลาดพลังงานโลกจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ในเชิงคาดการณ์ หากความตึงเครียดดำเนินต่อไปตลอดปี 2569 ความเสี่ยงหลักจะอยู่ที่ 3 ด้าน
หนึ่ง ราคาน้ำมันโลกมีแนวโน้มผันผวนสูง จากความกังวลด้านอุปทาน
สอง ภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลางอาจตึงเครียดมากขึ้น ส่งผลต่อการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ
สาม ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกจะเพิ่มแรงกดดันต่อประเทศกำลังพัฒนา
สำหรับประเทศไทย ผลกระทบจะสะท้อนผ่านต้นทุนพลังงาน การนำเข้า และอัตราเงินเฟ้อ หากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะเดียวกันความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์อาจกระทบต่อบรรยากาศการค้าโลกและการส่งออกของไทยโดยอ้อม
โดยสรุป การประท้วงในอิหร่านครั้งนี้ไม่ใช่เพียงปัญหาการเมืองภายใน แต่เป็นสัญญาณของวิกฤตเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างที่เชื่อมโยงกับภูมิรัฐศาสตร์โลก หากไม่มีการปรับทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและการเมืองอย่างจริงจัง อิหร่านอาจยังคงอยู่บนเส้นเปราะบาง ซึ่งโลกทั้งใบไม่อาจละสายตาได้