นักวิชาการ ถอดบทเรียน “เวเนซุเอลา” กับการปะทะอำนาจระหว่างสหรัฐฯ จีน และรัสเซีย

10 ม.ค. 2569 | 05:50 น.
อัปเดตล่าสุด :10 ม.ค. 2569 | 05:55 น.

นักวิชาการถอดบทเรียนสถานการณ์เวเนซุเอลา สะท้อนการปะทะอำนาจระหว่างสหรัฐฯ จีน และรัสเซีย การแทรกแซงทางภูมิรัฐศาสตร์นี้มีผลกระทบต่อดุลอำนาจในละตินอเมริกา

KEY

POINTS

  • เวเนซุเอลาเป็นสมรภูมิทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สหรัฐฯ พยายามรักษาอิทธิพลและสกัดกั้นการขยายอำนาจของจีนและรัสเซียในภูมิภาคละตินอเมริกา
  • รัฐบาลเวเนซุเอลาภายใต้แนวคิดสังคมนิยมได้สร้างพันธมิตรที่แข็งแกร่งกับจีนและรัสเซีย เพื่อคานอำนาจและรับการสนับสนุนทางเศรษฐกิจและการทหาร
  • การแทรกแซงของสหรัฐฯ มีแรงจูงใจจากผลประโยชน์ด้านทรัพยากรธรรมชาติมหาศาลของเวเนซุเอลา เช่น น้ำมันและทองคำ
  • ปฏิบัติการของสหรัฐฯ ถูกมองว่าเป็นการละเมิดอธิปไตยและกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งสร้างความแตกแยกในการตอบสนองจากนานาชาติ

การดำเนินการของสหรัฐฯ ในการจับกุม ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา เมื่อไม่นานมานี้ สะท้อนถึงการปะทะทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่าง สหรัฐอเมริกา, จีน, และ รัสเซีย ในภูมิภาคละตินอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวเนซุเอลาซึ่งเคยเป็นที่สนใจของสหรัฐฯ มาตลอดช่วงที่มีการปกครองโดยรัฐบาลของ ฮิวโก ชาเวซ และมาดูโรที่มีแนวคิดสังคมนิยมและสนับสนุนพันธมิตรอย่างจีนและรัสเซียมาโดยตลอด

นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ในเรื่องของ ทรัพยากรธรรมชาติ ที่สำคัญของเวเนซุเอลา เช่น น้ำมันและทองคำ ที่มีอัตราสำรองมากที่สุดในโลก ในมุมมองเชิงวิเคราะห์โดยอาจารย์ฐานุวัชร์ รินนานนท์ รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา คณะการทูตและการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต นำเสนอได้อย่างน่าสนใจดังนี้

1. การปะทะอำนาจในภูมิรัฐศาสตร์:

เวเนซุเอลาเป็นประเทศที่มีขนาดพื้นที่ประมาณ 916,000 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรประมาณ 29 ล้านคน ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่ไม่เล็กและไม่ใหญ่ในภูมิภาคอเมริกาใต้ แม้ว่าจะมีขนาดพื้นที่ใหญ่กว่าประเทศไทยถึงเกือบสองเท่า แต่ประชากรกลับมีจำนวนเพียงครึ่งหนึ่งของไทยเท่านั้น ด้วยการตั้งอยู่ใกล้กับ บราซิล, กายานา, โคลอมเบีย, และ ทะเลแคริบเบียน

ทำให้เวเนซุเอลากลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในภูมิภาคละตินอเมริกา ทั้งนี้ ภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่ระหว่าง มหาสมุทรแอตแลนติก และ มหาสมุทรแปซิฟิก ทำให้ คลองปานามา และเส้นทางการค้าในทะเลแคริบเบียนเป็นจุดเชื่อมต่อที่สำคัญทางเศรษฐกิจและการทหาร

ในช่วงที่ผ่านมา สหรัฐฯ มีนโยบาย “การแทรกแซงในเขตหลังบ้านของสหรัฐฯ” ซึ่งเป็นหลักการที่ตั้งขึ้นเพื่อห้ามประเทศใดเข้ามามีอิทธิพลในภูมิภาคนี้ ซึ่งเป็นภูมิศาสตร์ที่ถูกมองว่าเป็น “เขตห้ามเข้า” ของสหรัฐฯ ในขณะที่จีนและรัสเซียก็พยายามขยายอิทธิพลในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะการที่ จีน ได้เข้าไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาท่าเรือ และการลงทุนใน ช่องแคบปานามา จนทำให้สหรัฐฯ ต้องแสดงความกังวล

นักวิชาการ ถอดบทเรียน “เวเนซุเอลา” กับการปะทะอำนาจระหว่างสหรัฐฯ จีน และรัสเซีย

2. เวเนซุเอลาและพันธมิตรจีน-รัสเซีย:

รัฐบาลของ ฮิวโก ชาเวซ และ นิโคลัส มาดูโร ยืนหยัดในการสร้างความสัมพันธ์กับ จีน และ รัสเซีย โดยอาศัยแนวคิดสังคมนิยม และการต่อต้านอำนาจของสหรัฐฯ ในภูมิภาค พันธมิตรเหล่านี้ช่วยสนับสนุนเวเนซุเอลาในด้านการเงินและการพัฒนา โดยเฉพาะจากจีนที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการให้ทุนและความช่วยเหลือทางการค้า ทั้งนี้ ท่ามกลางการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ที่มีมาตั้งแต่ยุคของฮิวโก ชาเวซ เวเนซุเอลาก็ยิ่งหันไปใกล้ชิดกับ จีน และ รัสเซีย ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักในทางเศรษฐกิจและการทหาร

นอกจากนี้ การที่มาดูโรไปพบกับคณะ จีน ก่อนที่จะเกิดการจับกุมจากสหรัฐฯ ยังสะท้อนถึงการเจรจาเพื่อสร้างความร่วมมือในด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ น้ำมัน และ ทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ ที่สำคัญ โดยที่จีนและรัสเซียให้การสนับสนุนในแง่ของการพัฒนาและการลงทุนด้านพลังงาน

3. การปฏิบัติการของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลา:

เมื่อ ทรัมป์ ประกาศในปี 2025 ว่าจะไม่ทำตัวเป็น "ตำรวจโลก" แต่จะเน้นการ ปกป้องผลประโยชน์ ของสหรัฐฯ เอง การปฏิบัติการในเวเนซุเอลาจึงเป็นการตัดสินใจที่สอดคล้องกับนโยบายนี้ เนื่องจากการที่สหรัฐฯ ต้องการยับยั้งการขยายอิทธิพลของ จีน ในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะหลังจากที่มีการจับกุม ประธานาธิบดีมาดูโร ซึ่งสหรัฐอ้างว่าเป็นการจับกุม ผู้ต้องหาค้ายาเสพติด ไม่ใช่การโค่นล้มรัฐบาล แต่ในความเป็นจริงแล้ว การปฏิบัติการนี้มีนัยสำคัญในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจในภูมิภาค

การจับกุมมาดูโรในเมืองหลวง คาราคัส ของเวเนซุเอลา โดยสหรัฐฯ เป็นการแสดงให้เห็นถึง อำนาจทหารของสหรัฐฯ ที่สามารถเข้าถึงการปกครองของประเทศได้ในเวลาอันสั้น แม้เวเนซุเอลาจะมีขีปนาวุธและระบบการป้องกันตัวที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึง อำนาจเหนือการทหาร ที่สหรัฐฯ สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

4. ผลกระทบทางกฎหมายระหว่างประเทศ:

จากมุมมองของ กฎหมายระหว่างประเทศ และ Global Governance การจับกุมผู้นำประเทศที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เวเนซุเอลา แม้จะมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการโกงการเลือกตั้ง แต่ก็ถือเป็นการละเมิด กฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งห้ามการใช้กำลังหรือการคุกคามต่ออธิปไตยของประเทศอื่นๆ ดังนั้น การปฏิบัติการของสหรัฐฯ ที่เข้ามามีบทบาทโดยตรงในเวเนซุเอลาจะส่งผลกระทบต่อแนวปฏิบัติระหว่างประเทศในอนาคต โดยเฉพาะการเป็น “ตัวกลาง” ในการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างประเทศที่อื่นๆ

5. การตอบสนองจากโลก:

หลังการปฏิบัติการในเวเนซุเอลา ปฏิกิริยาจากต่างประเทศแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดย ยุโรป ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักของสหรัฐฯ ยังมีท่าทีลังเลในตอนแรก แต่ในที่สุดก็เห็นด้วยกับการกระทำของสหรัฐฯ ว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้อง เพื่อประโยชน์ของประชาชนเวเนซุเอลา ขณะที่ จีน, รัสเซีย, และหลายประเทศในละตินอเมริกา เช่น คิวบา, เม็กซิโก ประณามการกระทำของสหรัฐฯ โดยชี้ว่าเป็นการละเมิดอธิปไตยของเวเนซุเอลา

การปฏิบัติการนี้ยังสะท้อนถึงการใช้ อำนาจของสหรัฐฯ ที่มีอิทธิพลในเวทีโลก ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามถึง ความชอบธรรม ของการเข้าไปแทรกแซงและการตัดสินใจที่ถูกมองว่าอาจมีความขัดแย้งกับหลักการของสหประชาชาติ

บทสรุป : การจับกุม ประธานาธิบดีมาดูโร ของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลา เป็นการแสดงออกถึงการปะทะทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคละตินอเมริกา ที่มีทั้ง ผลกระทบทางกฎหมายระหว่างประเทศ และการยืนยันอำนาจของ สหรัฐฯ ในการรักษาผลประโยชน์ในภูมิภาคนี้ โดยมี จีน และ รัสเซีย เข้ามามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเวเนซุเอลาในด้านเศรษฐกิจและการทหาร การปฏิบัติการนี้จะส่งผลกระทบต่อ การปฏิบัติการทางการทูต ในอนาคตของสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ ที่อาจใช้ แนวทางนี้ ในการแทรกแซงในอนาคต