จีนลดภาษีนำเข้า 935 รายการ เปิดโอกาสเอกชนไทยส่งออกปี 69

12 ม.ค. 2569 | 00:00 น.
อัปเดตล่าสุด :12 ม.ค. 2569 | 01:13 น.

จีนเขย่านโยบายการค้า ลดภาษีนำเข้า 935 รายการ หนุนอาหาร เกษตร เคมี ยา เปิดตลาดใหญ่ปี 2569 ไทยได้อานิสงส์ แต่การแข่งขันดุเดือด ผู้ส่งออกต้องปรับเกมเร็ว

KEY

POINTS

  • จีนประกาศลดภาษีนำเข้าชั่วคราวสำหรับสินค้า 935 รายการ โดยจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป
  • รายการสินค้าที่ได้รับการลดภาษีครอบคลุมหลายกลุ่ม เช่น สินค้าเกษตร อาหารทะเล ผลิตภัณฑ์นม เคมีภัณฑ์ และชิ้นส่วนเทคโนโลยี
  • นโยบายดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะสินค้าที่อยู่นอกข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) เช่น เคมีภัณฑ์บางชนิด ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ และผลิตภัณฑ์ยา

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองชิงต่าว ประเทศจีน กระทรวงพาณิชย์ รายงายว่า จีนได้เดินหน้าปรับโครงสร้างกฎหมายและนโยบายเศรษฐกิจครั้งสำคัญ โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป จะเริ่มบังคับใช้ "แผนการปรับภาษีศุลกากรปี 2026" ซึ่งกำหนดใช้อัตราภาษีนำเข้าชั่วคราวที่ต่ำกว่าอัตราภาษี MFN สำหรับสินค้า 935 รายการ เพื่อขยายการนำเข้าสินค้าคุณภาพสูง สนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมสมัยใหม่

รวมถึงส่งเสริมการเปิดประเทศในระดับที่สูงขึ้น ควบคู่กับกฎหมายและมาตรการใหม่หลายฉบับ ครอบคลุมด้านภาษีการค้า ซึ่งมีนัยสำคัญต่อประเทศคู่ค้า รวมถึงประเทศไทยที่มีความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกับจีนอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้กลุ่มสินค้าที่อยู่ในรายการลดภาษีนำเข้าชั่วคราวที่ต่ำกว่าอัตรา MFN ในปี 2569 จะครอบคลุม ทั้งผลิตภัณฑ์เกษตร ประมง อาหาร อาหารสัตว์ ปิโตรเลียม และเคมีภัณฑ์ อาทิ

1. สินค้าอาหารทะเลและสัตว์น้ำ

  • ปลาแซลมอนสด/แช่แข็ง
  • ปลาตัวอื่นๆ เช่น ปลาคอด ซาร์ดีน
  • ปูแช่แข็ง
  • กุ้งและกุ้งก้ามกรามสด/เย็น

2. ผลิตภัณฑ์นมและอาหารสัตว์

  • นมและผลิตภัณฑ์นม เช่น นมผง/ชีสต่างชนิด
  • ผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์และอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยง เช่น อาหารสุนัข/แมว กระป๋อง/เม็ด และอาหารสัตว์ทั่วไป 

3. ผลไม้และธัญพืช/ถั่วเปลือกแข็ง

  • ผลไม้สด/แห้ง เช่น มะม่วงสด/แห้ง และถั่วต่างๆ (เช่น ถั่วเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ถั่วพิสตาชิโอ)
  • ธัญพืชประเภทต่างๆ  

4. ผลิตภัณฑ์เกษตรและสาหร่ายทะเล

  • สาหร่ายทะเลที่เหมาะสำหรับมนุษย์บริโภค
  • สาหร่ายทะเลที่ ไม่เหมาะสำหรับบริโภค
  • หญ้าและอาหารสัตว์บางรายการ  

5. ไขมัน น้ำมัน และสารตั้งต้น

  • น้ำมันปลาในรูปแบบแคปซูล
  • ไขมันสัตว์เช่น น้ำมันแกะ วัว
  • กรดไขมันและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง  

6. อาหารและสูตรสำหรับเด็ก

  • นมผง/สูตรสำหรับเด็ก
  • อาหารสำหรับเด็กในรูปแบบต่างๆ
  • การระบุแยกสำหรับ สูตรเฉพาะทางการแพทย์  

7. สินค้าอาหารสำเร็จรูปและเครื่องดื่ม

  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์บรรจุขวดขนาดเล็ก
  • ผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปบางชนิด  

8. สินค้าเกษตรอื่น ๆ

  • เมล็ดพืช เช่น ยี่หร่า
  • เมล็ดแฟลกซ์ เมล็ดทานตะวัน
  • พืชอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง  

9. สินค้าปิโตรเลียม และแร่ธาตุ

  • หินธรรมชาติและหินก่อสร้าง
  • กราไฟต์/ทรายควอตซ์/แร่ธาตุหลายชนิด
  • น้ำมันเชื้อเพลิงและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เช่น น้ำมันเบนซิน
  • ถ่านหินและผลิตภัณฑ์คาร์บอนอื่น ๆ  

10. เคมีภัณฑ์และสารเคมีเฉพาะทาง

  • เคมีภัณฑ์อุตสาหกรรม เช่น ออกไซด์โลหะหลายชนิด กรดและสารประกอบต่าง ๆ
  • สารเคมีเฉพาะทาง เช่นสารประกอบโบรอน
  • เคมีสำหรับอุตสาหกรรมยา (รวมถึงสารตั้งต้นยา)

นอกจากนี้ รัฐบาลจีนระบุว่า การปรับลดภาษีดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความสอดประสานระหว่างตลาดและทรัพยากรทั้งภายในและระหว่างประเทศ โดยในเชิงนโยบายแบ่งออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่

1. การส่งเสริมการพึ่งพาตนเองและความแข็งแกร่ง ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผ่านการลดภาษีนำเข้าชิ้นส่วนสำคัญและวัสดุขั้นสูง เช่น อุปกรณ์ไฮดรอลิก CNC และวัสดุคอมโพสิตเฉพาะทาง

2. การผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว โดยลดภาษีนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรและการรีไซเคิล เช่น วัตถุดิบสำหรับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน และแร่ธรรมชาติบางประเภท

3. การยกระดับคุณภาพชีวิตและระบบสาธารณสุข ด้วยการลดภาษีนำเข้าสินค้าทางการแพทย์ อาทิ อุปกรณ์ทางการแพทย์เฉพาะทางและชุดตรวจวินิจฉัยโรค

ขณะเดียวกัน จีนจะยกเลิกอัตราภาษีนำเข้าชั่วคราวสำหรับสินค้าบางรายการ เช่น มอเตอร์ขนาดเล็ก เครื่องพิมพ์ และสารเคมีบางชนิด และกลับไปใช้อัตราภาษี MFN ตามพันธกรณีขององค์การการค้าโลก 

นอกจากนี้ เพื่อสะท้อนโครงสร้างอุตสาหกรรมภายในประเทศและภาวะอุปสงค์–อุปทานที่เปลี่ยนแปลงไป จีนยังได้ปรับปรุงระบบพิกัดศุลกากร โดยเพิ่มรหัสพิกัดย่อยใหม่ในปี 2569 เพื่อรองรับการพัฒนาเทคโนโลยีและเศรษฐกิจใหม่ อาทิ หุ่นยนต์เลียนแบบชีวภาพอัจฉริยะ เชื้อเพลิงชีวภาพสำหรับการบิน และผลิตภัณฑ์จากป่า เช่น โสม เป็นต้น

ทั้งนี้ จีนยังคงใช้อัตราภาษีศุลกากรพิเศษกับสินค้านำเข้าบางประเภท ภายใต้กรอบข้อตกลงการค้าเสรี 24 ฉบับ และข้อตกลงการค้าพิเศษกับคู่ค้า 34 ประเทศ รวมถึงการคงมาตรการยกเว้นภาษีศุลกากรเต็มจำนวนสำหรับสินค้าจากประเทศพัฒนาน้อยที่สุด 43 ประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน ได้แก่ เอเชีย 8 ประเทศ (เมียนมา สปป.ลาว เนปาล ติมอร์ตะวันออก อัฟกานิสถาน บังกลาเทศ กัมพูชา เยเมน) โอเชียเนีย 2 ประเทศ (คิริบาติและหมู่เกาะโซโลมอน) และแอฟริกา 33 ประเทศ (อาทิ แองโกลา สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เซเนกัล ซูดาน เซาตูเม ยูกันดา แซมเบีย ฯลฯ)

ขณะเดียวกัน จีนบังคับใช้กฎหมายและมาตรการสำคัญหลายฉบับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป โดยในด้านภาษีจะเริ่มใช้ "ระเบียบว่าด้วยการบังคับใช้กฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่มแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน"  ซึ่งประกอบด้วย 6 บท 54 มาตรา ครอบคลุมการจัดเก็บ อัตราภาษี สิทธิประโยชน์ และการบริหารภาษี

ซึ่งมีผลโดยตรงต่อบริษัทต่างชาติและผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจในจีน ด้านเศรษฐกิจดิจิทัล จีนจะเริ่มบังคับใช้ "มาตรการรับรองข้อมูลส่วนบุคคลที่ส่งออกไปต่างประเทศ" เพื่อกำหนดกรอบการส่งผ่านข้อมูลข้ามพรมแดนอย่างเป็นระบบและปลอดภัย ส่งผลต่อธุรกิจไทยในสาขาอีคอมเมิร์ซ โลจิสติกส์ เทคโนโลยี และบริการดิจิทัลที่เกี่ยวข้องกับตลาดจีน

สำหรับความเห็นของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองชิงต่าว ระบุว่า การปรับนโยบายและกฎหมายเศรษฐกิจของจีนชุดใหม่นี้ สะท้อนทิศทางการเปิดประเทศเชิงคุณภาพที่มุ่งสนับสนุนอุตสาหกรรมสมัยใหม่ เศรษฐกิจสีเขียว และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ช่วยเพิ่มอุปสงค์ต่อสินค้านำเข้าและเสริมความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ

โดยการส่งออกจากไทยไปจีนได้รับสิทธิพิเศษภายใต้กรอบการค้าเสรี FTA อาเซียน-จีน และ RCEP ซึ่งส่วนใหญ่จะได้รับสิทธิอัตราภาษีที่ต่ำกว่าอัตราภาษีชั่วคราวของจีนอยู่แล้ว โดยกลุ่มสินค้าส่งออกสำคัญของไทย เช่น เครื่องจักร เครื่องจักรไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้า พลาสติก เคมีภัณฑ์อินทรีย์ โลหะพื้นฐานอย่างทองแดงและอะลูมิเนียม รวมถึงผลิตภัณฑ์เกษตรและผลไม้ เป็นต้น

อย่างไรก็ดี การลดภาษีชั่วคราวดังกล่าวจะเอื้อประโยชน์ต่อสินค้าที่อยู่นอกเหนือรายการ FTA บางชนิด อาทิ เคมีภัณฑ์ สารเคมีเฉพาะ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล แผงวงจร ผลิตภัณฑ์ยา และยางสังเคราะห์ที่ใช้ในเทคโนโลยี ฯลฯ 

สำหรับสินค้าส่งออกที่ไม่ต้องผูกพันกับเงื่อนไขถิ่นกำเนิดสินค้า และประเทศนอกความตกลงกับจีน ซึ่งเปิดโอกาสให้จีนมีทางเลือกจากประเทศซัพพลายเออร์มากขึ้น การแข่งขันจะเข้มข้นขึ้นภายใต้กรอบกฎหมายใหม่ ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยยังมีโอกาสในตลาดจีน โดยเฉพาะสินค้าเกษตร อาหาร และวัตถุดิบอุตสาหกรรม 

โดยเน้นการผลิตและส่งออกสินค้าที่สอดรับกับนโยบายห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมจีน ที่มุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และระบบอุตสาหกรรมสมัยใหม่ การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ เพื่อรักษาความได้เปรียบทางการค้าระหว่างไทยในตลาดจีน