
ป.ป.ท. ลุยตรวจโครงการงบเกิน 500 ล้าน แฉข้อมูล พบชนะประมูลต่ำราคากลาง 1 บาท
เลขา ป.ป.ท. เผย จับมือ สตง. – ป.ป.ช. รุกหนัก สแกนเข้มโครงการรัฐมูลค่า 500 ล้านบาทขึ้นไป ชี้เป็นจุดเสี่ยงทุจริต-ทิ้งงาน เผยพบข้อมูลมีผู้ชนะประมูลเสนอราคาต่ำกว่าราคากลางเพียง 1 บาท ก็มี
KEY
POINTS
- ป.ป.ท. ร่วมมือกับ สตง. และ ป.ป.ช. ใช้ยุทธศาสตร์เชิงรุกตรวจสอบโครงการรัฐที่มีงบประมาณตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงทุจริตสูง
- พบสัญญาณความไม่โปร่งใสในกระบวนการประมูล โดยมีผู้ชนะเสนอราคาต่ำกว่าราคากลางเพียงเล็กน้อย เช่น 1 บาท ซึ่งจะถูกตรวจสอบเชิงลึก
- การตรวจสอบจะเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการของบประมาณและการเขียนเงื่อนไขการประมูล (TOR) เพื่อป้องกันการทุจริตก่อนเกิดความเสียหาย และแก้ปัญหาโครงการทิ้งร้าง
เลขาธิการ ป.ป.ท. ประกาศยุทธศาสตร์ "เชิงรุก" ผนึกกำลัง 3 หน่วยงานตรวจสอบบุกไซต์งานโครงการงบประมาณ 500 ล้านบาทขึ้นไป หลังพบเป็นวงเงินที่มีสัญญาณความเสี่ยงสูงที่สุด
นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ให้สัมภาษณ์กับ "ฐานเศรษฐกิจ" และสื่อในเครือเนชั่น ภายหลังร่วมเสวนาหัวข้อ "ลดช่องว่าง ลดทุจริต : เห็นก่อนโกง รู้ก่อนทุจริต"(Corruption Risk Assessment) ที่อาคารเนชั่น กรุ๊ป วันนี้ (17มิ.ย.) ถึงแนวทางการยกระดับความโปร่งใสของประเทศ โดยเน้นย้ำความสำคัญของการ "ตรวจป้องปราม" โครงการขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป
ทำไมต้องพุ่งเป้าโครงการ 500 ล้านบาท?
เลขาธิการ ป.ป.ท. ไขข้อสงสัยถึงเกณฑ์การเลือกวงเงินดังกล่าวว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่าโครงการระดับ 500 ล้านบาท คือจุดสมดุลที่เป็น "ช่องโหว่" สำคัญ หากเป็นโครงการระดับพันล้านอาจจะใหญ่เกินไปจนถูกจับจ้องมาก หรือหากต่ำกว่านั้นก็อาจไม่คุ้มค่ากับการส่งทีมเข้ากำกับดูแล
"เราดูที่ปริมาตรกับปริมาณที่ผ่านมา โครงการที่เริ่มส่งสัญญาณในสิ่งที่ไม่ดี มักจะอยู่ระดับเกือบ ๆ 500 ล้าน หรือเกินกว่าเล็กน้อย เราจึงตัดสินใจเริ่มปักหมุดความเข้มข้นที่ระดับนี้" นายภูมิวิศาลระบุ
นายภูมิวิศาล ระบุด้วยว่า เป็นความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์ในการปกป้องเงินภาษีของประชาชน โดยเป็นการผนึกกำลังระหว่าง 3 หน่วยงานตรวจสอบหลัก ได้แก่ สำนักงาน ป.ป.ท. สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อดำเนินมาตรการเชิงรุกในการติดตามตรวจสอบโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐที่มีงบประมาณตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป ทั่วประเทศ
ยุทธศาสตร์ "3 ประสาน" ใช้ข้อมูลแสกนโครงการต้องสงสัย
นายภูมิวิศาลระบุว่า ที่ผ่านมาระบบการตรวจสอบอาจต่างคนต่างทำ แต่ในปัจจุบันทั้ง 3 หน่วยงานได้ตกลงแชร์ข้อมูลและบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยคณะทำงานชุดนี้ประกอบด้วยตัวระดับหัวหน้าหน่วยงาน ทั้งเลขาธิการ ป.ป.ท., ผู้ว่าการ สตง. และเลขาธิการ ป.ป.ช. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญกว่า 30 คน ที่จะนำงบประมาณของแต่ละกรมแต่ละกองมากางตรวจสอบร่วมกัน เพื่อทำการระบุโครงการที่มีความน่าสงสัยตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผน
"การทำงานในครั้งนี้ ป.ป.ท. ไม่ได้เดินหน้าเพียงลำพัง แต่ได้ประสานความร่วมมือกับ สตง. และ ป.ป.ช. ลงนามบันทึกข้อตกลงเพื่อเข้าตรวจสอบตั้งแต่ต้นทาง คือขั้นตอนการขอและการเขียนงบประมาณ เพื่อไม่ให้งบประมาณแผ่นดินต้องสูญเสียไปกับโครงการที่ทิ้งร้างหรือไม่คุ้มค่า"
แฉช่องโหว่ราคากลาง: ห่างกันแค่ 1 บาทก็ต้องตรวจสอบ
เลขาธิการ ป.ป.ท. เปิดเผยช่วงหนึ่งของการเสวนาหัวข้อ "ลดช่องว่าง ลดทุจริต : เห็นก่อนโกง รู้ก่อนทุจริต" โดยระบุว่า จุดสังเกตสำคัญที่นำไปสู่การตรวจสอบว่า มีบางโครงการที่กำหนดราคากลางไว้สูง แต่ผลการประมูลกลับพบว่าผู้ชนะประมูลเสนอราคาต่ำกว่าราคากลางเพียง 1 บาท หรือบางโครงการที่มีมูลค่าเป็นหมื่นล้านบาทแต่เสนอราคาห่างกันเพียงไม่กี่สิบบาท
"พฤติกรรมเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนถึงความไม่โปร่งใสในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่ง ป.ป.ท. และหน่วยงานพันธมิตรจะลงไปตรวจสอบเชิงลึกในรายละเอียดตั้งแต่ขั้นตอนการขออนุมัติงบประมาณ การเขียนโครงการ ไปจนถึงการกำหนดเงื่อนไขการประมูล (TOR) เพื่อให้เห็นร่องรอยการทุจริตก่อนที่ความเสียหายจะเกิดขึ้นจริง ภายใต้สโลแกนเห็นก่อนโกง"
หยุดยั้ง "มหากาพย์ทิ้งงาน" รักษาผลประโยชน์ชาติ
เลขาธิการ ป.ป.ท. เล่าว่า เป้าหมายสำคัญของการตรวจสอบโครงการ 500 ล้านบาทขึ้นไป คือการยับยั้งปัญหา "มหากาพย์โครงการทิ้งงาน" ที่เคยสร้างความเสียหายมหาศาลให้กับงบประมาณแผ่นดินในอดีต และย้ำว่าเงินงบประมาณทุกบาททุกสตางค์ควรถูกนำไปใช้เพื่อการพัฒนาประเทศและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ลูกหลาน ไม่ใช่การนำงบประมาณไปทิ้งไว้กับซากโครงการที่สร้างไม่เสร็จ หรือต้องนำเงินไปชดเชยความเสียหายที่เกิดจากการทุจริต โดยจะมีการใช้ระบบบริหารจัดการความเสี่ยง (Risk Management) เข้ามาจับเพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงต่อเงินแผ่นดินอีกต่อไป
คำเตือนถึงเจ้าหน้าที่รัฐ: ละเลยคือละเว้น
สุดท้าย นายภูมิวิศาลได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างจริงจังไปยังเจ้าหน้าที่รัฐที่ดูแลโครงการขนาดใหญ่ว่า ต่อไปนี้จะไม่มีการปล่อยปละละเลยอีกต่อไป หากพบว่ามีการปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าโดยไม่มีเหตุอันควร หรือตั้งใจไม่ดำเนินการตามระเบียบเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จะถือว่าเป็นการ "ละเลย" หรือ "ละเว้น" การปฏิบัติหน้าที่ ซึ่ง ป.ป.ท. พร้อมที่จะบังคับใช้กฎหมายและดำเนินคดีขั้นเด็ดขาดทันที โดยขอให้ประชาชนร่วมเป็น "กระจกบานใหญ่" ในการสะท้อนความผิดปกติเพื่อให้ภาครัฐเข้าไปจัดการปัญหาได้อย่างทันท่วงที







