thansettakij
thansettakij
สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง บอร์ดธ.ก.ส. ไฟเขียวปล่อยกู้ 3 หมื่นล้าน ดอกเบี้ย 3%

สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง บอร์ดธ.ก.ส. ไฟเขียวปล่อยกู้ 3 หมื่นล้าน ดอกเบี้ย 3%

17 มิ.ย. 69 | 11:12 น.
อัปเดตล่าสุด :17 มิ.ย. 69 | 11:12 น.

บอร์ด ธ.ก.ส.ไฟเขียวโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง 30,000 ล้านบาท กู้ได้สูงสุด 100,000 บาท จ่ายดอกเบี้ยเพียง 3% ต่อปี รัฐบาลช่วยชดเชยอีกครึ่งหนึ่ง หวังลดต้นทุนและยกระดับเกษตรกรไทย

KEY

POINTS

  • บอร์ด ธ.ก.ส. อนุมัติโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง วงเงินรวม 30,000 ล้านบาท ให้เกษตรกรกู้ได้รายละไม่เกิน 100,000 บาท
  • รัฐบาลช่วยชดเชยดอกเบี้ยให้ 3% ต่อปี ทำให้เกษตรกรผู้กู้รับภาระดอกเบี้ยจริงเพียง 3% ต่อปี จากอัตราปกติ 6%
  • มีวัตถุประสงค์เพื่อลดต้นทุนการผลิตและส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่เกษตรแม่นยำ โดยกำหนดให้ใช้เงินกู้ซื้อปัจจัยการผลิตที่ได้มาตรฐาน เช่น ปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์
  • ผู้กู้ต้องเป็นลูกค้า ธ.ก.ส. ที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ 7 ชนิดที่กำหนด และต้องชำระคืนเงินกู้ภายใน 12 เดือน

คณะกรรมการ ธ.ก.ส. เห็นชอบเดินหน้าโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง วงเงินรวม 30,000 ล้านบาท ตามนโยบายรัฐบาล เปิดทางเกษตรกรกู้เงินรายละไม่เกิน 100,000 บาท ดอกเบี้ยเพียง 3% ต่อปี หลังรัฐช่วยชดเชยอีกครึ่งหนึ่ง หวังลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก และเร่งเปลี่ยนผ่านสู่เกษตรแม่นยำและยั่งยืน

บอร์ด ธ.ก.ส. อนุมัติโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ธ.ก.ส. เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 มีมติเห็นชอบให้ดำเนิน “โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง” ตามมติคณะรัฐมนตรี เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำสำหรับใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนและลงทุนพัฒนาการผลิตทางการเกษตร

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

โครงการดังกล่าวมีวงเงินรวม 30,000 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี โดยกำหนดวงเงินกู้สูงสุดรายละไม่เกิน 100,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ย 6% ต่อปี และรัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยให้เกษตรกร 3% ต่อปี ส่งผลให้ผู้กู้รับภาระดอกเบี้ยจริงเพียง 3% ต่อปี ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด

หนุนเปลี่ยนผ่านสู่ “เกษตรแม่นยำ-เกษตรยั่งยืน”

นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาลในการยกระดับภาคการเกษตรไทย จากระบบการผลิตแบบดั้งเดิมสู่ “เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง และเกษตรยั่งยืน”

เป้าหมายสำคัญคือการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อุปทาน และเสริมศักยภาพการแข่งขันของเกษตรกรไทย ผ่านการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับจัดซื้อปัจจัยการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการพัฒนาทักษะด้านการบริหารจัดการต้นทุนและการประกอบอาชีพทางการเกษตร

ปิด 7 กลุ่มพืชเศรษฐกิจเข้าร่วมโครงการ

เกษตรกรที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการต้องเป็นลูกค้า ธ.ก.ส. และขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง โดยครอบคลุมพืชเศรษฐกิจ 7 ชนิด ได้แก่

  • ข้าว
  • ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
  • ปาล์มน้ำมัน
  • มันสำปะหลัง
  • ยางพารา
  • อ้อย
  • ผลไม้

นอกจากนี้ ผู้กู้ต้องผ่านการอบรมหรือพัฒนาทักษะด้านการบริหารจัดการต้นทุน (Reskill/Upskill) จาก ธ.ก.ส. หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การใช้ปุ๋ยตามผลวิเคราะห์ดิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนในระยะยาว

กำหนดใช้เงินกู้ซื้อปุ๋ย-เมล็ดพันธุ์มาตรฐาน

ภายใต้โครงการ เกษตรกรต้องนำเงินกู้ไปใช้จัดซื้อปุ๋ยผ่านสถาบันเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร หรือวิสาหกิจชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ หรือช่องทางอื่นที่ ธ.ก.ส. กำหนด

ขณะเดียวกัน ต้องใช้พันธุ์พืชหรือเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานตามคำแนะนำของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการค้าภายในจะเข้ามากำกับดูแลราคาจำหน่ายให้เหมาะสมและเป็นธรรมต่อเกษตรกร

กู้ได้สูงสุด 1 แสนบาท ชำระคืนภายใน 12 เดือน

สำหรับเงื่อนไขสินเชื่อ กำหนดวงเงินกู้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย อัตราดอกเบี้ย 6% ต่อปี โดยรัฐบาลช่วยชดเชยดอกเบี้ยให้ 3% ต่อปี ทำให้เกษตรกรจ่ายดอกเบี้ยจริงเพียง 3% ต่อปี

ผู้กู้จะต้องรับชำระค่าผลผลิตผ่านบัญชีเงินฝาก ธ.ก.ส. และยินยอมให้ธนาคารหักชำระหนี้จากบัญชีดังกล่าว โดยกำหนดระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ไม่เกิน 12 เดือน และต้องชำระหนี้ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 เมษายน 2572

หวังลดต้นทุน-เพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน

ธ.ก.ส. มองว่าโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการช่วยลดภาระต้นทุนทางการเงินของเกษตรกร เพิ่มโอกาสเข้าถึงปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ และส่งเสริมการพัฒนาภาคการเกษตรอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ผู้สนใจสามารถแจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการได้ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ