จากแนวคิด ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะตั้งโรงงานผลิตปุ๋ยแห่งชาติ เพื่อช่วยเกษตรกรลดค่าใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ย ซึ่งรัฐบาลจะผลิตเอง ขายเอง ทำให้สามารถควบคุมราคาได้ทั้งหมด โดยในระยะเริ่มต้น หรือ “เฟสแรก” จะประเดิมนำร่องกระจายปุ๋ยผ่าน “ระบบสหกรณ์การเกษตร” ทั่วประเทศก่อน เพื่อตัดตอนนายทุนค้าปลีกในเวลาเดียวกัน และที่สำคัญจะช่วยลดราคาปุ๋ยให้กับเกษตรกรได้มากถึงครึ่งต่อครึ่ง ทั้งนี้ ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า “ถ้าเราผลิตเองได้ทั้งหมด ก็คุมราคาเองได้ทั้งหมด และต่อไปราคาปุ๋ยของคนไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องเป็นผู้กำหนด”
แหล่งข่าววงการค้าปุ๋ย ให้ความเห็นกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงแนวคิดของร้อยเอกธรรมนัสในการกระจายปุ๋ยผ่านระบบสหกรณ์ ว่า ไม่มีปัญหา เป็นงานประจำที่กรมการค้าภายในดำเนินจัดทำทุกปี แต่ถ้าจะตั้งโรงงานผลิตปุ๋ยแห่งชาติ มองว่าเป็นไปได้ยาก ซึ่งปัจจุบันไทยพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ย 100% ผู้ค้าจะไปขายตํ่ากว่าบริษัทเอกชนอื่น ๆ ที่นำเข้าเช่นเดียวกันก็ยาก และเกรงจะเกิดปัญหาซํ้ารอยเหมือนในอดีตที่โครงการฯแบ่งออกเป็นสองเฟส
เฟสแรก สมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จัดตั้งบริษัทปุ๋ยเคมี จำกัด เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2505 มีวัตถุประสงค์ในการผลิตปุ๋ยเคมี และวัสดุเคมีจากถ่านลิกไนต์ ที่ตำบลบ้านคง อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง เพื่อสนองความต้องการปุ๋ยของเกษตรกรในราคาที่ตํ่า แต่ขณะเดียวกันมีปัญหาการคอร์รัปชันตั้งแต่การสร้างโรงงาน ซื้อเครื่องจักร สุดท้ายภาระหนี้สินตกไปอยู่ที่กระทรวงการคลังที่ต้องรับภาระในฐานะผู้คํ้าประกัน ประกอบกับผู้บริหารบริษัทเป็นนักการเมือง หรือผู้ที่เกษียณอายุราชการมาบริหาร ซึ่งไม่มีประสบการณ์ในการทำการค้า ทำให้ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาด ท้ายสุดต้องปลดพนักงาน เลิกกิจการ แล้วขายโรงงานให้กับเอกชนในที่สุด
เฟสที่สอง สมัยรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งในขณะนั้น ดร.วีรพงษ์ รามางกูร เป็นที่ปรึกษา มีแนวคิดที่จะฟื้นโรงงานปุ๋ยแห่งชาติ แต่ปรากฎว่าผู้ประกอบการคัดค้านไม่เห็นด้วย ทำให้โครงการไม่สามารถแจ้งเกิดได้ และเฟสที่สาม (ในรัฐบาลชุดปัจจุบัน) หากเกิดขึ้นจริง คาดว่าจะไม่ต่างจากในอดีต ที่อาจมีปัญหาการคอร์รัปชัน หวั่นซํ้ารอยเดิม
ด้านผู้ค้าปลีกปุ๋ยเคมี กล่าวว่า แนวคิดดังกล่าวเป็นเรื่องที่ดี แต่คงเกิดขึ้นได้ยาก เนื่องจากกรอบระยะเวลาทำงานของรัฐบาลมีเวลาเพียง 4 เดือน หรือถ้าเกิดขึ้นแล้วแต่ยังไม่แล้วเสร็จ ก็จะเป็นภาระผูกพันให้กับรัฐบาลชุดต่อไปอีก แต่ถ้าเกิดขึ้นได้จริง มองว่าผู้ที่จะได้รับผลกระทบน่าจะเป็นบริษัทใหญ่ที่นำเข้าแม่ปุ๋ย และบริษัทผู้ค้ารายใหญ่ที่ขายปุ๋ยให้กับลูกค้า ส.ก.ต. หรือสหกรณ์ ที่จะมาแย่งลูกค้าในกลุ่มนี้
ส่วนผู้ผลิตรายกลาง รายเล็ก อาจจะมองว่าโรงงานปุ๋ยแห่งชาติเป็นคู่ค้า ซึ่งอาจช่วยแก้ไขปัญหาได้ในกรณีที่คู่ค้าต่างประเทศมีปัญหาไม่สามารถส่งมอบสินค้าได้ อย่างไรก็ดี ในขณะที่เริ่มมีกลุ่มคนออกมาเจรจาขายโควตาในเหมืองโปแตชกันแล้ว แต่ราคาไม่จูงใจ เมื่อบวกค่าขนส่ง รวมค่าใช้จ่ายเบ็ดเสร็จอื่น ๆ ราคาใกล้เคียงกับการสั่งนำเข้าจากต่างประเทศ
หน้า9 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 45 ฉบับที่ 4,138 วันที่ 9 - 11 ตุลาคม พ.ศ. 2568