
สภาองค์กรผู้บริโภค ชี้ คุมราคายา รพ.เอกชน ไม่ต้อง MOU 'พาณิชย์' ทำได้เลย
สภาองค์กรผู้บริโภค ชี้ ไม่ต้อง MOU กับ รพ.เอกชน คุมราคาเวชภัณฑ์ แนะปรับโครงสร้างบอร์ด ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ อำนาจ รมว.พาณิชย์ ทำได้เลย
KEY
POINTS
- สภาองค์กรผู้บริโภค ชี้ กระทรวงพาณิชย์มีอำนาจตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ในการควบคุมราคายาและเวชภัณฑ์อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องทำ MOU ใหม่ เพียงแต่ต้องบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ให้เข้มงวดขึ้น
- ปัญหาที่ผ่านมาคือการบังคับใช้กฎหมายที่ทำได้เพียงให้โรงพยาบาล "แจ้งราคา" โดยไม่มีการกำหนดราคากลางหรือควบคุมกำไร ทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถตรวจสอบความสมเหตุสมผลของค่าใช้จ่ายได้
- ข้อเสนอแนะคือให้ปรับโครงสร้างคณะกรรมการว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ โดยเพิ่มผู้แทนจากฝั่งผู้บริโภคเข้าไปร่วมตัดสินใจ เพื่อให้การกำหนดนโยบายราคามีความเป็นธรรมและสะท้อนปัญหาของผู้ป่วยอย่างแท้จริง
หลังจากกระทรวงพาณิชย์ประกาศเดินหน้า MOU กับโรงพยาบาลเอกชนเพื่อแก้ปัญหาค่ายาแพง นางสาวมลฤดี โพธิ์อินทร์ หัวหน้าฝ่ายนโยบายและนวัตกรรม สภาองค์กรของผู้บริโภค ให้สัมภาษณ์ในรายการ 'ฐานทอล์ค' ว่า มาตรการดังกล่าวอาจจะไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้จริง และประชาชนยังคงต้องแบกรับค่าใช้จ่ายสูง
เธอกล่าวว่า เดิมทีตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ กำหนดให้ยาและเวชภัณฑ์เป็นสินค้าควบคุม แต่การบังคับใช้กลับเป็นเพียงการให้โรงพยาบาล 'แจ้งราคา' ต่อกรมการค้าภายใน โดยไม่กำหนดราคากลาง ไม่ควบคุมต้นทุนหรือกำไร และไม่บังคับเปิดเผยต้นทุนจริง ทำให้ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบความสมเหตุสมผลของราคาที่จ่าย
“ไม่มีราคากลางที่ชัดเจน ผู้บริโภคจึงไม่รู้ว่าราคาที่ถูกเรียกเก็บนั้นสูงเกินไปหรือไม่ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2564 ถึงพฤษภาคม 2566 สภาฯ ได้รับร้องเรียนกว่า 40 เรื่อง คิดเป็นความเสียหายราว 25 ล้านบาท หลายกรณีผู้ป่วยไม่สามารถชำระหนี้ค่ารักษาได้จนต้องเข้าสู่การฟ้องร้อง"
ทั้งนี้ แม้กฎหมายเปิดสิทธิให้ผู้ป่วยสามารถขอใบสั่งยาออกไปซื้อเองที่ร้านขายยาภายนอกได้ แต่ในความจริงผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่กล้าใช้สิทธินี้ เพราะถูกตั้งคำถามถึงคุณภาพและมาตรฐานการเก็บรักษายา ทำให้สุดท้ายยังต้องซื้อยาจากโรงพยาบาลในราคาที่สูงกว่า
แนะบังคับใช้กฎหมายเข้มงวด-แก้โครงสร้างบอร์ด
สภาฯ เสนอให้รัฐบาลใช้อำนาจตามมาตรา 25(3) ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ เพื่อกำหนดราคาซื้อขายยาและเวชภัณฑ์อย่างชัดเจน ควบคุมอัตรากำไร และบังคับให้โรงพยาบาลเอกชนเปิดเผยต้นทุนจริง ซึ่งเป็นอำนาจที่กฎหมายให้ไว้อยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาเกิดปัญหาการบังคับใช้ที่หย่อนยาน จึงไม่เห็นผลจริง ทั้งที่ไม่จำเป็นต้องแก้กฎหมายใหม่ เพียงต้องใช้กลไกที่มีอยู่ให้เข้มงวด
อีกประเด็นสำคัญคือ โครงสร้างคณะกรรมการว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ มลฤดีระบุว่าปัจจุบันมีเพียงภาครัฐและผู้แทนโรงพยาบาลเอกชน แต่ไม่มีผู้แทนผู้บริโภค ทำให้การกำหนดนโยบายไม่สะท้อนปัญหาที่ประชาชนเผชิญจริง
“ผู้แทนผู้บริโภคคือคนที่รับเรื่องร้องเรียนและเข้าใจปัญหามากที่สุด หากไม่มีตัวแทนในบอร์ดก็ไม่อาจเรียกว่าการคุมราคามีความเป็นธรรม”
เธอย้ำว่า การแก้ปัญหาเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายใหม่ แต่ รัฐมนตรีว่าการพาณิชย์สามารถใช้อำนาจแต่งตั้งและปรับโครงสร้างคณะกรรมการได้ทันที เพียงแต่ต้องเร่งดำเนินการให้มีธรรมาภิบาลและเพิ่มผู้แทนผู้บริโภคเข้าไปนั่งร่วม
สำลีก้อนละ 10 บาทแพงไปหรือไม่?
กรณีร้องเรียนที่ชัดเจน เช่น โรงพยาบาลเอกชนขายสำลีก้อนละ 10 บาท ขณะที่ราคาท้องตลาดอยู่เพียง 0.10 บาท เมื่อสภาฯ ส่งเรื่องให้กรมการค้าภายในตรวจสอบ กลับได้รับคำตอบว่าโรงพยาบาลไม่ผิดเพราะแจ้งราคาไว้แล้ว กรณีนี้สะท้อนชัดว่ากลไกปัจจุบันมุ่งตรวจสอบเพียงว่า 'ตรงตามที่แจ้งหรือไม่' แต่ไม่ได้คุ้มครองประชาชนจากการถูกเรียกเก็บเกินจริง
นอกจากนี้ มลฤดีเตือนว่า หากคุมเฉพาะค่ายา โรงพยาบาลอาจโยกไปบวกค่าใช้จ่ายอื่นแทน เช่น ค่าห้องที่มีตั้งแต่ 3,000–10,000 บาท ค่าธรรมเนียมแพทย์ หรือค่าเยี่ยมแพทย์ ซึ่งโรงพยาบาลรัฐไม่เก็บลักษณะนี้ จึงจำเป็นต้องควบคุมทั้งระบบ ตั้งแต่ค่ายา เวชภัณฑ์ ค่ารักษา ไปจนถึงค่าบริการแพทย์
สำหรับทิศทางต่อไป สภาองค์กรผู้บริโภคเตรียมเข้าพบนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เพื่อยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายที่ครอบคลุมมากขึ้น ทั้งการควบคุมค่ารักษาพยาบาลแพง ป้องกันภัยทุจริตทางการเงิน การถูกดูดเงิน และการซื้อสินค้าที่ไม่ตรงปก โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้บริโภคได้รับการคุ้มครองทั้งด้านสุขภาพและการเงิน
“เป้าหมายของเราคือทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงสิทธิการรักษาที่เป็นธรรม และได้รับความคุ้มครองทางการเงินในชีวิตประจำวัน” มลฤดีทิ้งท้าย






