
“คมนาคม” เคาะกรุงไทย คว้างานหลังบ้าน 'ระบบตั๋วร่วม' ชง ครม.เคาะงบกลาง 5 พันล้าน อุดหนุน
“พิพัฒน์” เดินหน้าตั๋วร่วม เคาะกรุงไทย บริหารรับบหลังบ้าน เร่งปลดล็อกข้อกฎหมาย-สัญญาสัมปทาน จ่อของบกลางฯ 5 พันล้านอุดหนุนส่วนต่าง ชง ครม. พ.ย.นี้
KEY
POINTS
- กระทรวงคมนาคมมีมติเลือกธนาคารกรุงไทยเป็นผู้บริหารจัดการระบบหลังบ้าน (Clearing House) ของระบบตั๋วร่วม
- เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อขออนุมัติงบกลางประมาณ 5,000 ล้านบาทต่อปีสำหรับอุดหนุนส่วนต่างค่าโดยสาร
- ตั้งเป้าเริ่มใช้ระบบตั๋วร่วมทุกสายในวันที่ 1 มกราคม 2570 โดยกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วมเริ่มต้นที่ 17 บาท และสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า วันที่ 16 กันยายน 2569 ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วม (คนต.) ครั้งที่ 3/2569 โดยที่ประชุมในครั้งนี้มีสภาองค์กรผู้คุ้มครองผู้บริโภคและคณะกรรมการผู้แทนจากกระทรวงต่าง ๆ ได้เข้าร่วมหารือ เบื้องต้นที่ประชุมมีมติเห็นชอบในวาระคัดเลือกหน่วยงานกลางในการบริหารจัดการระบบจัดเก็บเงิน (CCH) โดยคัดเลือกให้ธนาคารกรุงไทยทำหน้าที่เป็นเคลียร์ริ่งเฮาส์ (Clearing House) หรือระบบหลังบ้าน เพื่อเตรียมความพร้อมของระบบหลังบ้านในการรองรับการบริหารจัดการเงินและเคลียร์คืนเงินส่วนต่าง ให้ทันใช้ทุกสีทุกสายในวันที่ 1 มกราคม 2570
ดันค่าโดยสาร 17-45 บาท ชงครม.พ.ย.นี้
ส่วนวาระการพิจารณาร่างประกาศคณะกรรมการตั๋วร่วม และร่างประกาศกฎกระทรวงเกี่ยวกับการกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วมเริ่มต้น 17 บาท และสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยวนั้น ที่ประชุมได้มีการหารือนอกรอบเนื่องจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนหน่วยงานต่างมีความกังวลในประเด็นข้อกฎหมายและการปรับแก้สัญญาร่วมทุนกับผู้ประกอบการเอกชน
ทั้งนี้ได้มอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการ คือ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เร่งรวบรวมข้อสังเกต ข้อชี้แจง และรายละเอียดด้านกฎหมายเพื่อแจ้งให้คณะกรรมการทราบอย่างช้าภายในวันศุกร์นี้ และจะนัดประชุมเพื่อสรุปข้อหาหารืออีกครั้งในสัปดาห์ข้างหน้า ก่อนจะเร่งเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใน พ.ย.นี้
ลุ้นปี 2572 ถกสัมปทานสายสีเขียวหมดสัญญา
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า นโยบายการกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วม 17-45 บาท ได้ผ่านการอนุมัติหลักการจาก ครม. แล้ว ซึ่งจะยึดถือเป็นบรรทัดฐาน และจะเริ่มเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 โดยจะดำเนินการขออนุมัติในรูปแบบปีต่อปี จนกว่าจะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานของรถไฟฟ้าสายสีเขียวช่วงกลางในปี 2572 แล้วจึงจะพิจารณาแนวทางระยะยาวอีกครั้ง
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ภาครัฐจะเป็นผู้รับภาระในการชดเชยส่วนต่างราคาค่าโดยสารในเส้นทางที่เดินทางจริงเกินกว่า 45 บาท ซึ่งบางเส้นทางอาจสูงถึง 60 บาท ให้แก่ผู้โดยสารและผู้ใช้บริการ โดยไม่ได้เป็นการชดเชยคืนให้แก่ผู้ประกอบการโดยตรง
ชงรัฐของบกลางเพิ่ม 5 พันล้านบาทต่อปี
สำหรับแหล่งเงินงบประมาณที่จะนำมาชดเชยนั้น เนื่องจากกองทุนตั๋วร่วมของ สนข. ยังไม่มีงบประมาณสะสม จึงจำเป็นต้องขออนุมัติงบกลางจากรัฐบาลประมาณ 5,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อนำมาอุดหนุนส่วนต่าง โดยตัวเลขงบประมาณชดเชยดังกล่าวยังมีความไม่แน่นอน (บวกลบ) เนื่องจากจะต้องมีการเจรจากับผู้ประกอบการเอกชนเกี่ยวกับรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากปริมาณผู้โดยสารที่คาดว่าจะเติบโตสูงขึ้นเกือบ 20% เพื่อนำส่วนต่างรายได้ดังกล่าวส่งคืนเข้ากองทุนตั๋วร่วมต่อไป อย่างไรก็ตาม คาดว่า จะเสนอให้ที่ประชุม ครม. พิจารณาอนุมัติงบกลางดังกล่าวในช่วง พ.ย.นี้
ดันบัตร Rabbit EMV รับรถไฟฟ้าทุกสาย
ขณะที่การติดตั้งระบบอ่านบัตรนั้น เนื่องจากมีระยะเวลาจำกัดเพียง 3 เดือนครึ่ง ก่อนถึงวันบังคับใช้ จึงต้องเร่งติดตั้งเครื่องอ่านบัตรแบบ EMV ในรถไฟฟ้าทุกสาย ส่วนรถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งผู้แทนจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) ระบุว่าหากต้องเปลี่ยนหัวอ่านใหม่ทั้งหมดจะต้องใช้เวลาประมาณ 1 - 2 ปี
ดังนั้นที่ประชุมจึงได้สรุปแนวทางการเชื่อมต่อระบบ โดยให้ BTS ปรับเปลี่ยนระบบให้ตั๋ว Rabbit เพิ่มเทคโนโลยี EMV ได้ เพื่อให้ผู้โดยสารสามารถแตะบัตรใช้งานได้ทันตามกำหนดการต้นปีหน้า และสามารถนำบัตร Rabbit EMV ใช้ได้กับรถไฟฟ้าทุกสายได้ ซึ่งจะต้องนำไปหารือร่วมกับธนาคารกรุงไทยต่อไป
อย่างไรก็ตามหากระบบตั๋วร่วมสามารถรองรับบัตร EMV กับรถไฟฟ้าทุกสีทุกสายได้ จากนั้นกระทรวงคมนาคมมีแผนจะขยายการรองรับระบบตั๋วร่วมไปยังรถเมล์ ขสมก. และเรือโดยสารต่อไป







