thansettakij
thansettakij
“คมนาคม” ปักธง ธ.ค.นี้ ทดสอบระบบ ลุยตั๋วร่วม รับค่าโดยสารรถไฟฟ้า 17-45 บาท

“คมนาคม” ปักธง ธ.ค.นี้ ทดสอบระบบ ลุยตั๋วร่วม รับค่าโดยสารรถไฟฟ้า 17-45 บาท

14 ส.ค. 69 | 10:10 น.
อัปเดตล่าสุด :14 ส.ค. 69 | 10:21 น.

"คมนาคม" เคาะดีเดย์ 1 ม.ค. 70 เริ่มระบบตั๋วร่วม 17-45 บาท มั่นใจระบบเคลียริ่งเฮาส์พร้อมทดสอบระบบ ธ.ค.นี้ สั่ง รฟม.ถกเอกชน เคลียร์ชดเชยรายได้สัญญารถไฟฟ้า คาดได้ข้อสรุปภายใน พ.ย.69 เตรียมโอนสายสีเขียว-สายสีทอง เบรกซื้อสัมปทานคืน 2 แสนล้านบาท รอสัมปทานหมดอายุ ดึงรายได้คืนรัฐ

KEY

POINTS

  • กระทรวงคมนาคมตั้งเป้าทดสอบระบบตั๋วร่วมในเดือนธันวาคม 2569 และเริ่มใช้นโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้า 17-45 บาทอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มกราคม 2570
  • นโยบายค่าโดยสารสูงสุด 45 บาท จะยกเว้นค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนเมื่อเปลี่ยนสายรถไฟฟ้า โดยสงวนสิทธิ์สำหรับคนไทยที่ลงทะเบียนผ่านบัตร EMV เท่านั้น
  • รัฐบาลจะใช้วิธีชดเชยรายได้ส่วนต่างที่เกินเพดาน 45 บาทให้แก่เอกชนผู้รับสัมปทาน แทนการซื้อคืนสัญญา โดยคาดว่าจะเจรจาแล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน 2569

14 สิงหาคม 2569 นายสิริพงศ์  อังคสกุลเกียรติ ช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วม (คนต.) ครั้งที่ 2/2569  ว่า ที่ประชุมได้ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานตามมติคณะรัฐมนตรีที่ต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชนด้วยนโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้า 17-45 บาท

ในส่วนแนวทางการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมเบื้องต้นกระทรวงคมนาคมได้รับมอบหมายให้หารือกับกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาผู้ที่จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง Clearing House (CCH) โดยจะเน้นผู้ที่มีประสบการณ์สูง ซึ่งเบื้องต้นมองว่า ธนาคารกรุงไทยมีความเหมาะสมและมีความพร้อมมากที่สุด เนื่องจากปัจจุบันบริหารจัดการระบบ EMV ให้กับหลายหน่วยงานอยู่แล้ว ทั้งรถไฟฟ้าของ รฟม. รถไฟของ รฟท. รวมถึงรถเมล์ ขสมก. และไทยสไมล์บัส โดยตั้งเป้าเจรจากับเอกชนถึงการชดเชยรายได้แล้วเสร็จภายในพฤศจิกายนนี้ ก่อนดำเนินการทดสอบระบบหลังบ้านไว้ในเดือนธันวาคม 2569 พร้อมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป

ทั้งนี้โครงสร้างค่าโดยสาร 17-45 บาท จะกำหนดให้ผู้โดยสารไม่ต้องเสียค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนเมื่อมีการเปลี่ยนถ่ายสายรถไฟฟ้า โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือสิทธินี้จะมอบให้เฉพาะประชาชนคนไทยที่ลงทะเบียนใช้งานผ่านบัตร EMV เท่านั้น เพื่อให้สามารถระบุตัวตนและคืนเงินส่วนต่างเข้าบัญชีได้ผ่านระบบหลังบ้าน
 

สำหรับแนวทางการเดินทางเชื่อมต่ออยู่ระหว่างการเตรียมหลักเกณฑ์ให้รองรับการเดินทางโดยรายละเอียดทั้งหมดจะต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับกฎหมาย มาตรฐานระบบตั๋วร่วม และความพร้อมของระบบที่เกี่ยวข้อง โดยมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเปลี่ยนรถไฟฟ้าหลายสายในการเดินทางประจำวัน พร้อมสนับสนุนให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น ลดความซ้ำซ้อนของค่าโดยสาร และพัฒนารถไฟฟ้าหลายสายให้สามารถเชื่อมต่อกันเป็นโครงข่ายการเดินทางที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ที่ประชุมได้เห็นชอบร่างกฎหมายลำดับรองตามพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 รวม 10 ฉบับ ประกอบด้วย ร่างกฎกระทรวง 1 ฉบับ ร่างประกาศกระทรวงคมนาคม 6 ฉบับ ร่างประกาศคณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วม 2 ฉบับ และร่างประกาศสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร 1 ฉบับ เพื่อนำไปดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป คาดว่าประกาศกระทรวงจะแล้วเสร็จในเดือนกันยายนนี้ ส่วนกฎกระทรวงจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ได้ภายในเดือนตุลาคม 2569 

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ขณะที่การเจรจากับผู้รับสัมปทานเอกชนรายต่าง ๆ ได้มอบหมายให้คณะกรรมการตามมาตรา 31 ไปดำเนินการภายใต้กรอบที่ไม่ให้กระทบต่อสัญญาสัมปทานเดิมเนื่องจากรัฐบาลไม่มีนโยบายซื้อคืนสัมปทาน แต่จะใช้วิธีการชดเชยรายได้ในส่วนที่เกินจากเพดาน 45 บาทแทน โดยรัฐบาลจะกำหนดเพดานจำนวนผู้โดยสารในการอุดหนุนตามการคาดการณ์การเติบโตในแต่ละปีของเอกชน

หากมีจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเกินกว่าที่กำหนดจากนโยบายของรัฐ เอกชนอาจต้องต้องแบ่งรายได้กลับคืนสู่รัฐตามสัดส่วนที่ตกลงกัน เพื่อให้รัฐเสียประโยชน์น้อยที่สุดและเอกชนต้องไม่ได้รับกำไรเกินควร

ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบแผนการโอนกรรมสิทธิ์รถไฟฟ้าสายสีเขียวและสายสีทอง ซึ่งเดิมเป็นของกรุงเทพมหานคร (กทม.) มาอยู่ในความดูแลของ รฟม. เพื่อให้เป็นไปตามกระบวนการของคณะกรรมการ PPP ซึ่งในระหว่างที่การโอนสินทรัพย์ยังไม่เสร็จ เบื้องต้นให้รฟม.ไปหารือในเรื่องนี้ให้ได้ข้อสรุปภายใน 1-2 เดือน รวมถึงแนวทางการติดตั้งหัวอ่านระบบ EMV ให้ครบทุกสถานีเพื่อรองรับการเปิดใช้งาน โดยอาจให้ กทม. ดำเนินการไปก่อนภายใต้การกำกับดูแลของ รฟม. แล้วจึงโอนภาระค่าใช้จ่ายมาในภายหลัง

อย่างไรก็ดี คาดว่างบประมาณที่ต้องใช้ในการชดเชยรายได้จะอยู่ที่ประมาณปีละ 4,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าคุ้มค่ากว่าการทุ่มเงินกว่า 2 แสนล้านบาทเพื่อซื้อสัมปทานคืน และยังเป็นการรอเวลาให้สัญญาสัมปทานบางสายทยอยหมดสัญญาเพื่อจัดสรรรายได้ใหม่ในอนาคต