thansettakij
thansettakij
“คมนาคม” เปิดทางโซลาร์ประชาชน ชงครม.สัปดาห์หน้า ลุ้น 2 เดือนดัน DLT รอบใหม่

“คมนาคม” เปิดทางโซลาร์ประชาชน ชงครม.สัปดาห์หน้า ลุ้น 2 เดือนดัน DLT รอบใหม่

27 ส.ค. 69 | 09:18 น.
อัปเดตล่าสุด :27 ส.ค. 69 | 09:28 น.

“คมนาคม” ยันพ.ร.ก.เงินกู้พลังงาน ไม่เข้า ครม. สัปดาห์หน้า ชี้รัฐให้สิทธิ์โซลาเซลล์หลังคาบ้านก่อน หวังถึงมือประชาชนโดยตรง พร้อมเร่งหาแหล่งเงินดัน DLT เฟส 2 คาดสรุปชัดเจนใน 1-2 เดือนนี้

KEY

POINTS

  • กระทรวงคมนาคมเปิดทางให้โครงการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชนเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์หน้า โดยให้ความสำคัญกับโครงการที่ประชาชนได้ประโยชน์โดยตรงก่อน
  • มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่ง DLT ซัพพอร์ต ระยะที่ 2 คาดว่าจะได้ข้อสรุปและมีความชัดเจนภายใน 1-2 เดือนข้างหน้า
  • โครงการของกระทรวงคมนาคม เช่น การเปลี่ยนรถสาธารณะเป็นรถ EV จะถูกเสนอในลำดับถัดไป หากงบประมาณเงินกู้ยังเพียงพอ

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ความคืบหน้าการนำโครงการภายใต้ พ.ร.ก.เงินกู้พลังงาน ยืนยันว่ามีโครงการของกระทรวงอื่นๆ ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในสัปดาห์หน้า โดยหนึ่งนั้น คือ โครงการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปบนหลังคาบ้านประชาชน ส่วนของกระทรวงคมนาคมยังไม่เสนอเข้าที่ประชุมครม. 

“สาเหตุที่โครงการของกระทรวงคมนาคมยังไม่เสนอเข้าที่ประชุมครม.พิจารณา เนื่องจากภาครัฐจะมุ่งเน้นโครงการที่มีความจำเป็นและเข้าถึงแก่ประชาชนโดยตรงก่อน หากงบประมาณยังเพียงพอจึงจะเสนอในส่วนของกระทรวงคมนาคมต่อไป” นายสิริพงศ์ กล่าว

เช่นเดียวกับความชัดเจนของมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการภาคขนส่ง DLT ซับพอร์ต ระยะที่ 2 ปัจจุบันกระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างดำเนินการจัดหาแหล่งเงินงบประมาณ ซึ่งจะต้องรอหลังจากโครงการที่มุ่งเน้นประโยชน์ต่อภาคประชาชนโดยตรงได้รับการพิจารณาก่อน คาดว่ามาตรการดังกล่าวน่าจะได้ข้อสรุปภายใน 1-2 เดือนนี้
 

สำหรับโครงการเปลี่ยนรถสาธารณะและรถที่ให้บริการประชาชนเป็นรถพลังงานไฟฟ้า หรือ EV ภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่มุ่งลดการพึ่งพาน้ำมัน ลดต้นทุนการเดินทาง และเพิ่มความปลอดภัยให้กับประชาชน ปัจจุบันบริการขนส่งสาธารณะจำนวนมากยังจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมัน ประกอบกับเทคโนโลยีและเครื่องยนต์ใหม่สามารถเข้ามาทดแทนเครื่องยนต์สันดาป ซึ่งปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับสูง 

ทั้งนี้โครงการมุ่งเน้น 7 กลุ่มรถที่มีผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง ได้แก่ 1. รถแท็กซี่และรถรับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ รวม 29,905 คัน 2. รถจักรยานยนต์สาธารณะ 68,491 คัน 3. รถยนต์สามล้อรับจ้าง 15,834 คัน 4.รถโดยสารประจำทาง 12,976 คัน 5. รถโดยสารไม่ประจำทาง 11,105 คัน 6. รถรับจ้างรับส่งนักเรียน 4,829 คัน และ 7. รถบรรทุกขนส่ง 497,134 คัน ส่วนรถขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ยังไม่ได้รวมอยู่ในโครงการ เนื่องจากกระทรวงคมนาคมได้รับการจัดสรรงบประมาณปกติสำหรับรถใหม่ 1,520 คันแล้ว โดยคาดว่าจะรับรถล็อตแรกประมาณเดือนมีนาคม 2570 และมีแผนขอจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมในปี 2571 เพื่อเปลี่ยนรถ ขสมก. เป็น EV ทั้งระบบ
 

อย่างไรก็ดีหากมีผู้เข้าร่วมโครงการ 50% หรือประมาณ 81,567 คัน จะสามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 244,015 ตันต่อปี ขณะที่หากมีรถเข้าร่วม 153,140 คัน จะลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 419,800 ตันต่อปี 

นอกจากนี้หากดำเนินการตามแผนที่กระทรวงคมนาคมเสนอ จะสามารถลดการใช้น้ำมันได้ประมาณ 212 ล้านลิตรต่อปี ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยยกระดับสวัสดิภาพและความปลอดภัยของผู้โดยสาร เนื่องจากรถโดยสารสาธารณะจำนวนหนึ่งมีสภาพเก่าและอาจไม่ปลอดภัยต่อผู้ใช้บริการ