
“คมนาคม” ดันแผนลงทุนปี 70 อัด 262 โปรเจ็กต์ 2.2 แสนล้าน ชงครม.เคาะมอเตอร์เวย์-ทางด่วนสายใต้
“คมนาคม” กางแผนปี 70 อัดงบ 2.2 แสนล้าน ลุย 262 บิ๊กโปรเจ็กต์ เดินหน้าชงครม.เคาะมอตเอร์เวย์-ทางด่วน ลุ้นเปิดประมูลไฮสปีดเฟส 2 ดันค่าโดยสารรถไฟฟ้าทุกสาย 17-45 บาท หนุนระบบตั๋วร่วม
KEY
POINTS
- กระทรวงคมนาคมเสนอแผนลงทุนปี 2570 รวม 262 โครงการ ด้วยวงเงินลงทุนกว่า 2.2 แสนล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งครบทุกมิติ
- เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ 20 โครงการสำคัญ โดยมีโครงการเด่นคือมอเตอร์เวย์ M5 และ M9, ทางด่วนสายศรีนครินทร์-สุวรรณภูมิ และทางด่วนในจังหวัดภูเก็ต
- เร่งรัดการประมูลโครงการสำคัญอื่น ๆ ภายในปี 2570 เช่น รถไฟทางคู่สายใต้, รถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล และโครงการพัฒนาท่าอากาศยานหลักอย่างเชียงใหม่และภูเก็ต
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จากการสัมมนาของกระทรวงคมนาคมครอบคลุมทั้ง 4 มิติ บก ราง น้ำ อากาศ เบื้องต้นได้กำหนดแผนขับเคลื่อนโครงการสำคัญในปี 2570 รวม 262 โครงการ วงเงินลงทุน 229,769 ล้านบาท โดยเป็นโครงการที่เตรียมเสนอขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) จำนวน 20 โครงการ เช่น โครงการถนนวงแหวน กทม. รอบที่ 3 ด้านตะวันออก (ทล.305 - ทล.304) ,โครงการทางพิเศษสายศรีนครินทร์ - ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ,โครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต ระยะที่ 2 ช่วงเมืองใหม่ - เกาะแก้ว - กะทู้ , โครงการการพัฒนาท่าเรือสำราญขนาดใหญ่ (Cruise Terminal) อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ,โครงการการพัฒนาท่าอากาศยานเชียงใหม่ ระยะที่ 1 และโครงการการพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ต ระยะที่ 2 ,โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล ช่วงแคราย - ลำสาลี (บึงกุ่ม) ,โครงการรถไฟทางคู่สายใต้ ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี,โครงการรถฟทางคู่ ช่วงสุราษฎร์ธานี-สงขลา ,โครงการรถไฟทางคู่สายหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ฯลฯ
ประมูลมอเตอร์เวย์-ทางด่วน
ขณะเดียวกันยังมีโครงการลงทุนปี 2570 ที่เร่งรัดการเปิดประมูลให้ได้ภายในปีนี้-ไม่เกินไตรมาสที่ 2 ของปี 2570 อีกหลายโครงการ เช่น โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) M5 ส่วนต่อขยาย รังสิต – บางปะอิน,โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) M9 ช่วงทางยกระดับบางขุนเทียน - บางบัวทองและช่วงบางบัวทอง - บางปะอิน ,โครงการทางพิเศษ ระยะที่ 1 ช่วงกะทู้ – ป่าตอง จังหวัดภูเก็ต ,โครงการรถไฟความเร็วสูง ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา – หนองคาย ฯลฯ
ดันค่าโดยสารรถไฟฟ้าเชื่อมฟีดเดอร์
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ส่วนความคืบหน้าใช้ระบบตั๋วร่วมรถไฟฟ้าในอัตรา 17-45 บาทต่อเที่ยว โดยเสียค่าแรกเข้าเพียงครั้งเดียว ซึ่งเตรียมมอบของขวัญปีใหม่ 2567 ให้แก่ประชาชน ที่ผ่านมาได้มีการหารือร่วมกับกระทรวงการคลังโดยมอบหมายให้ธนาคารกรุงไทยเป็นผู้พัฒนาระบบหลังบ้าน (Back Office) จากการเปลี่ยนจากระบบบัตร Rabbit ไปสู่เทคโนโลยี EMV ให้ครอบคลุมทุกสาย ซึ่งตั้งเป้าจะขยายผลระบบตั๋วร่วมให้ครอบคลุมการเดินทาง ทางบก (รถเมล์) และทางน้ำ (เรือ) ภายในช่วงกลางปี 2570
อย่างไรก็ดีหลังจากที่ได้รับมอบรถเมล์ใหม่ของขสมก.ครบ 1,520 คันในช่วงเดือนมีนาคมถึงมิถุนายน 2570 ขณะนี้ได้มอบหมายให้กรมการขนส่งทางบกดำเนินการปรับปรุงเส้นทางเดินรถใหม่เพื่อทำหน้าที่เป็นระบบขนส่งมวลชนรอง (Feeder) รับส่งผู้โดยสารเข้าสู่สถานีรถไฟฟ้าแต่ละสายโดยเฉพาะ เพื่อลดการวิ่งทับซ้อนและทำให้การเดินทางสั้นลง
ส่วนการโอนรถไฟฟ้าสายสีเขียวและสายสีทองจากกทม.มาอยู่ในความดูแลของรฟม.นั้น ที่ผ่านมารัฐบาลมีแผนให้ รฟม. เป็นผู้บริหารจัดการระบบรถไฟฟ้าทั้งหมด ในรูปแบบเบ็ดเสร็จ (Single Ownership) ซึ่งรวมถึงการเจรจาโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวพร้อมหนี้สินจากกรุงเทพมหานครกลับมาดูแล เพื่อให้รัฐสามารถควบคุมราคาและชดเชยส่วนต่างค่าโดยสารให้แก่เอกชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะนี้ต้องรอให้สัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่จะหมดอายุปี 72 ก่อน จึงจะได้สิทธิ์การบริหารกลับมาเป็นของรัฐ
ทั้งนี้ในเบื้องต้นได้ประมาณการงบประมาณที่จะใช้ชดเชยส่วนต่างค่าโดยสาร (Subsidy) ไว้ที่ประมาณ 4,600 ล้านบาทต่อปี อย่างไรก็ตาม กรมการขนส่งทางรางกำลังอยู่ระหว่างจัดทำตัวเลขให้ความชัดเจนก่อนเสนอกระทรวงอีกครั้ง
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ขณะที่มาตรการลดค่าใช้จ่ายในโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงและสายสีม่วง ราคา 40 บาทตลอดสายที่จะสิ้นสุดอายุในเดือนพฤศจิกายนนี้นั้น เบื้องต้นจะมีการต่ออายุออกไปอีก 1 ปี ซึ่งจะไปสิ้นสุดภายในเดือนตุลาคม 2570 โดยทั้ง 2 สายจะถูกยกเว้นการคิดค่าโดยสารรถไฟฟ้าราคา 17-45 บาทต่อเที่ยว
นอกจากนี้จะเร่งเพิ่มศักยภาพท่าอากาศยานหลักและท่าอากาศยานภูมิภาค เพื่อรองรับจำนวนผู้โดยสาร นักท่องเที่ยว และการขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้น โดยเดินหน้าจัดทำแผนแม่บทท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และผลักดันโครงการส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) พร้อมเร่งโครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ระยะที่ 1 และท่าอากาศยานภูเก็ต ระยะที่ 2 รวมทั้งขยายทางวิ่งของท่าอากาศยานภูมิภาค ได้แก่ ชุมพร ระนอง ตรัง แพร่ และบุรีรัมย์
สำหรับแผนระยะต่อไปในช่วงปี 2571 - 2573 กระทรวงคมนาคม จะเดินหน้าศึกษาและพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ที่ช่วยเปิดพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ อาทิ ถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร รอบที่ 3 ด้านทิศใต้ และเส้นทางท่องเที่ยวเลียบชายฝั่งทะเลภาคใต้ Thailand Riviera ทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน
ทั้งนี้โครงการต่าง ๆ ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก กระทรวงคมนาคมจะพิจารณาแหล่งเงินลงทุนนอกงบประมาณเพิ่มเติม ทั้งการระดมทุนจากภาคเอกชนและตลาดทุน ผ่านกองทุน Thailand Future Fund หรือ TFFIF รวมถึงการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้าร่วมลงทุนในรูปแบบ PPP เพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้าได้ตามแผน โดยไม่ขึ้นอยู่กับงบประมาณภาครัฐเพียงช่องทางเดียว






