
EECO ปักหมุดศูนย์ซ่อมฯ อู่ตะเภา รอ ‘เวียตเจ็ท’ ศึกษาชงแผนลงทุน
‘อีอีซี’ เปิดทางสายการบิน ‘เวียตเจ็ทฯ’ ลงนาม MOU ปักหมุดลงทุนศูนย์ซ่อมบำรุงฯ MRO ในสนามบินอู่ตะเภา เร่งศึกษาความจำเป็นไปได้ บนพื้นที่กว่า 70 ไร่ ลุ้นเอกชนเสนอแผนลงทุนถกรับสิทธิประโยชน์ใช้พื้นที่ รับความต้องการซ่อมบำรุงเครื่องบินเพิ่มขึ้น
KEY
POINTS
- สกพอ. (EECO) ลงนาม MOU ร่วมกับสายการบินเวียตเจ็ท เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนจัดตั้งศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) ที่สนามบินอู่ตะเภา
- เวียตเจ็ทจะดำเนินการศึกษาความคุ้มค่าของโครงการด้วยตนเอง หากผลการศึกษาเป็นบวกจะกลับมาเสนอแผนการลงทุนเพื่อทำสัญญาเช่าพื้นที่กับ EECO
- สาเหตุที่เวียตเจ็ทสนใจลงทุนเนื่องจากมีฝูงบินขนาดใหญ่และต้องการฐานซ่อมบำรุงเพื่อรองรับการขยายตัวของสายการบิน
นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า EECO ได้ลงนาม MOU ร่วมกับนางเหวียน ถิ เฟือง เถา ประธานกรรมการ บริษัท เวียตเจ็ท เพื่อให้ทางภาคเอกชนเข้ามาศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนจัดตั้งศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) ภายในบริเวณสนามบินอู่ตะเภา
เอกชนเร่งศึกษาแผนลงทุน
ทั้งนี้ในเบื้องต้นเอกชนต้องไปดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Study) เพื่อประเมินความคุ้มค่าและกำหนดขนาดของการลงทุนด้วยตนเอง โดยราคาค่าเช่าที่ดินเบื้องต้นจะพิจารณาให้มีความใกล้เคียงกับราคาที่เคยเสนอให้กับทางบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่เคยมีการเจรจาก่อนหน้านี้
ส่วนมูลค่าการลงทุนของโครงการศูนย์ซ่อมบำรุงฯ นั้น นายจุฬา กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุตัวเลขที่ชัดเจนได้ เนื่องจากอยู่ในขั้นตอนที่เอกชนต้องไปดูว่าการลงทุนจะคุ้มค่าไหม จะทำในรูปแบบไหน หากศึกษาแล้วพบว่ามีความคุ้มค่า จึงจะกลับมาเสนอโครงการลงทุนอย่างเป็นทางการเพื่อขอรับสิทธิประโยชน์และทำสัญญาเช่าพื้นที่กับ EECO ต่อไป
เปิดทางหนุนสิทธิประโยชน์
อย่างไรก็ดีในกรณีที่กลุ่มเวียตเจ็ทฯมีความสนใจขอเช่าพื้นที่เพื่อดำเนินการก่อสร้างและดำเนินธุรกิจศูนย์ซ่อมบำรุง MRO ด้วยตนเองในลักษณะการเช่าพื้นที่เชิงพาณิชย์ จะต้องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบหรือไม่นั้น
นายจุฬา ระบุว่า หากเป็นการเช่าพื้นที่ เพื่อไปก่อสร้างและดำเนินกิจการเอง ไม่ต้องเสนอเข้าที่ประชุมครม. เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ที่ทางอีอีซีบริหารจัดการได้เองอยู่แล้ว จึงสามารถทำสัญญาเช่าและให้เอกชนเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ทันทีภายใต้ระเบียบของอีอีซี โดยปัจจุบันมีเพียงกลุ่มเวียตเจ็ทฯเพียงรายเดียวที่แสดงความสนใจในพื้นที่โซนนี้
ส่วนสาเหตุที่ทำให้กลุ่มเวียตเจ็ทฯตัดสินใจลงนามดังกล่าวร่วมกับอีอีซี เนื่องจากปัจจุบันทางสายการบินมีจำนวนเครื่องบินในฝูงบินเป็นจำนวนมาก อีกทั้งเริ่มประสบปัญหาขาดแคลนสถานที่สำหรับการซ่อมบำรุง โดยเฉพาะความต้องการในฝั่งของสายการบินเวียตเจ็ท ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องและต้องการฐานที่มั่นในการดูแลรักษาเครื่องบินให้คล่องตัวกว่าที่เป็นอยู่
อย่างไรก็ดีการมีศูนย์ซ่อมฯในไทยจะช่วยลดข้อจำกัดเรื่องสถานที่ซ่อมบำรุงในประเทศเวียดนามที่มีพื้นที่จำกัดเช่นกัน
เคาะบินไทย ลุย 210 ไร่
ขณะที่ความคืบหน้าโครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา มูลค่า 1.3 หมื่นล้านบาท ระยะเวลาสัญญาเช่า 50 ปี ปัจจุบันบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้หารือร่วมกับบริษัทอู่ตะเภาอินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น (UTA) ผู้รับสัมปทานโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ได้ข้อยุติแล้ว
อย่างไรก็ดีการบินไทยยืนยันดำเนินโครงการฯใช้พื้นที่เดิมจำนวน 210 ไร่ ซึ่งจะเสนอคณะกรรมการ (บอร์ด) การบินไทย พิจารณาภายในสัปดาห์นี้ จากนั้นคาดว่าจะลงนามสัญญาเช่าพื้นที่กับอีอีซีได้ภายในปีนี้ โดยจะเร่งออกแบบและดำเนินการก่อสร้างปี 2570 ระยะเวลาก่อสร้าง 2-3 ปี ก่อนเปิดให้บริการต่อไป
ดัน 70 ไร่ รับอุตสาหกรรมการบิน
สำหรับแผนการพัฒนาพื้นที่ของอีอีซีที่ยังเหลืออีก 70 ไร่ ซึ่งอยู่ติดกับพื้นที่ MRO จำนวน 210 ไร่ ของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) โดยแบ่งเป็นพื้นที่สำหรับรองรับเครื่องบินส่วนตัว (Private Jet) จำนวน 30 ไร่ คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายหลังจากการลงนามสัญญาร่วมกับการบินไทยในโครงการ MRO ก่อน
จากนั้นถึงจะเริ่มดำเนินการจัดทำร่างเงื่อนไขเอกสารการประกาศประกวดราคา (ทีโออาร์) ต่อไป เพื่อให้โครงการนี้สามารถเปิดให้บริการพร้อมกับทางวิ่งที่ 2 (รันเวย์ 2) สนามบินอู่ตะเภา และศูนย์บำรุง MRO ของการบินไทย
ขณะที่พื้นที่อีก 40 ไร่ เบื้องต้นจะพิจารณากิจกรรมที่เหมาะสมที่มีความเกี่ยวเนื่องกัน โดยเวียตเจ็ทฯสามารถเสนอแผนขอลงทุนในพื้นที่ 40 ไร่หรือจะเจรจาร่วมกับการบินไทยเพื่อขอใช้พื้นที่ 210 ไร่ ได้เช่นกัน
หน้า 12 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46 ฉบับที่ 4,210 วันที่ 18-20 มิถุนายน พ.ศ. 2569






