thansettakij
thansettakij
ศุภชัย เจียรวนนท์ กลุ่มซีพี ยันร่วมมือรัฐหาทางออกไฮสปีดหลังลงทุนแล้ว 1.2 หมื่นล้าน

ศุภชัย เจียรวนนท์ กลุ่มซีพี ยันร่วมมือรัฐหาทางออกไฮสปีดหลังลงทุนแล้ว 1.2 หมื่นล้าน

01 ก.ค. 69 | 10:11 น.
อัปเดตล่าสุด :01 ก.ค. 69 | 11:06 น.

กลุ่มซีพี ศุภชัย เจียรวนนท์ ยืนยัน ยังมุ่งมัน ร่วมมือรัฐหาทางออกรถไฟความเร็วสูงเชื่อม3สนามบิน ชี้เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ หลังลงทุนไปแล้ว1.2หมื่นล้านบาท

KEY

POINTS

  • เครือซีพียืนยันความมุ่งมั่นในโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โดยได้ลงทุนไปแล้วกว่า 12,000 ล้านบาท
  • พร้อมหารือร่วมกับภาครัฐเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมในการผลักดันโครงการให้เดินหน้าต่อ ภายใต้หลักการร่วมลงทุน PPP
  • โครงการเผชิญความท้าทายจากหลายปัจจัย ทั้งสถานการณ์โควิด-19 ความผันผวนทางเศรษฐกิจ และปัญหาการส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างล่าช้า

 

นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์ขอยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการร่วมพัฒนาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน

โครงสร้างพื้นฐานสำคัญยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ

เนื่องจากเห็นว่าเป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทได้ลงทุนในโครงการไปแล้วกว่า 12,000 ล้านบาท และพร้อมเดินหน้าหารือร่วมกับภาครัฐ เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสม และเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ ภายใต้หลักการของการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐ และเอกชน (PPP)

นายศุภชัย กล่าวว่า แม้ธุรกิจรถไฟจะไม่ใช่ธุรกิจหลักของเครือเจริญโภคภัณฑ์ แต่เมื่อภาครัฐเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศ เครือซีพีจึงตัดสินใจเข้าร่วมการประมูลด้วยความเชื่อมั่นว่า โครงการนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับระบบคมนาคม เชื่อมโยงสนามบินหลักของประเทศ สนับสนุนการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว

นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์

"หากไม่มีความเชื่อมั่นในโครงการ บริษัทคงไม่เข้าร่วมการประมูล ไม่ลงนามในสัญญาร่วมลงทุน และไม่ลงทุนในโครงการไปแล้วกว่า 12,000 ล้านบาท" นายศุภชัย กล่าว

นับตั้งแต่ลงนามในสัญญา ร่วมทุน โครงการเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน

นายศุภชัย กล่าวว่า นับตั้งแต่มีการลงนามในสัญญาร่วมลงทุนเมื่อปลายปี 2562 โครงการต้องเผชิญกับความท้าทายจากหลายปัจจัย ทั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของต้นทุนการลงทุน และสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปจากช่วงเริ่มต้นโครงการอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะเดียวกัน การดำเนินโครงการยังมีข้อจำกัดด้านการส่งมอบพื้นที่ก่อสร้าง ซึ่งยังไม่สามารถดำเนินการได้ครบถ้วนตามเงื่อนไขในสัญญา โดยเฉพาะการรื้อย้ายสาธารณูปโภค และการดำเนินงานในบางพื้นที่ ส่งผลให้การก่อสร้างไม่สามารถเดินหน้าได้เต็มศักยภาพ

"โครงการลักษณะนี้เป็นการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชน ความสำเร็จของโครงการจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการร่วมกันแก้ไขอุปสรรค และปรับแนวทางให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป" นายศุภชัย กล่าว

นายศุภชัย กล่าวว่า บริษัทได้หารือกับหน่วยงานภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมในการผลักดันโครงการ โดยยึดหลักการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย และการสร้างความเชื่อมั่นต่อการลงทุนในระยะยาว

สำหรับแนวทางต่างๆ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณานั้น ถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการหารือร่วมกันภายใต้กรอบของสัญญา และกฎหมาย เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถหาข้อยุติที่เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การรักษาผลประโยชน์ของประเทศ และทำให้โครงการโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญสามารถเดินหน้าต่อไปได้

"เครือเจริญโภคภัณฑ์ยังคงพร้อมทำงานร่วมกับภาครัฐอย่างสร้างสรรค์ในทุกแนวทาง เพื่อให้โครงการนี้สามารถเดินหน้าต่อไปบนพื้นฐานของความร่วมมือ ความโปร่งใส ความเป็นธรรม และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ นักลงทุน และประชาชน เพราะเราเชื่อมั่นว่าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน เป็นโครงการสำคัญที่จะสร้างคุณค่าให้กับประเทศไทยในระยะยาว" นายศุภชัย กล่าว