thansettakij
thansettakij
‘สรรเพชญ’ จี้ กทท.เร่งตรวจสเปกงานถมทะเล ‘แหลมฉบังเฟส 3’

‘สรรเพชญ’ จี้ กทท.เร่งตรวจสเปกงานถมทะเล ‘แหลมฉบังเฟส 3’

05 มิ.ย. 69 | 07:53 น.
อัปเดตล่าสุด :05 มิ.ย. 69 | 08:33 น.

‘สรรเพชญ’ ลงพื้นที่ ‘แหลมฉบังเฟส 3’ สั่งกทท.เดินหน้าส่งมอบพื้นที่ท่าเทียบเรือ F ดึง วสท. ร่วมให้ความเห็นเชิงวิศวกรรม คาดเปิดบริการ F1 ทันปี 2574

KEY

POINTS

  • นายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม สั่งการให้การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เร่งรัดการพิจารณาประเด็นข้อกำหนดด้านคุณภาพงานถมทะเลตามสัญญาของโครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3
  • กทท. อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลและเตรียมขอความเห็นทางวิชาการจากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาก่อนหาแนวทางดำเนินการต่อไป
  • เป้าหมายหลักคือการเร่งหาข้อยุติเรื่องการส่งมอบพื้นที่ท่าเทียบเรือ F ให้ได้โดยเร็ว เพื่อให้โครงการเดินหน้าตามแผน และไม่กระทบภาพรวม

นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ภายหลังลงพื้นที่จังหวัดชลบุรี เพื่อตรวจติดตามการดำเนินงานโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 และมอบนโยบายแก่การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการติดตามงานต่อเนื่องจากการมอบนโยบายให้ กทท. เมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา

 เร่งพิจารณาหาข้อยุติ พัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3

ทั้งนี้ได้รับฟังข้อมูลความคืบหน้า ปัญหา และอุปสรรคของท่าเรือแหลมฉบังจากผู้ปฏิบัติงานโดยตรง เนื่องจากท่าเรือแหลมฉบังเป็นประตูเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ และเป็นจุดเชื่อมโยงระบบขนส่งและโลจิสติกส์ไทยสู่สากล โดยเฉพาะโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ซึ่งยังมีประเด็นที่ต้องเร่งพิจารณาให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว 

 

นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่จังหวัดชลบุรี เพื่อตรวจติดตามการดำเนินงานโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 และมอบนโยบายแก่การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.)

“ได้กำชับให้ กทท. บริหารโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 อย่างรอบคอบและเป็นระบบ โดยเร่งเดินหน้างานส่วนที่สามารถดำเนินการได้ทันที ควบคู่กับการหาข้อยุติในประเด็นที่ยังอยู่ระหว่างพิจารณา เพื่อให้โครงการเดินหน้าตามเป้าหมาย โปร่งใส ตรวจสอบได้ และรักษาประโยชน์ของรัฐ” นายสรรเพชญ กล่าว
 

พัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 คืบหน้า 95.57% 

ว่าที่ร้อยตรีรัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการ กทท. สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการ กทท. กล่าวว่า ความคืบหน้าโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 โดยภาพรวมงานก่อสร้างทางทะเล ณ วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 มีความคืบหน้าประมาณ 95.57% 

ส่วนงานก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคมีความคืบหน้าประมาณ 19.82% ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขแบบและสัญญา ซึ่งต้องเสนอให้คณะกรรมการ กทท. พิจารณาตามอำนาจหน้าที่ ทั้งนี้ กทท. ได้ติดตามงานอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมแผนเร่งรัดในส่วนที่สามารถดำเนินการได้ เพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อเนื่อง 
 
สำหรับความคืบหน้าหลังการมอบนโยบายเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 คณะทำงานฯ ได้ประชุมหารือร่วมกับบริษัท จีพีซี อินเตอร์เนชั่นแนล เทอร์มินอล จำกัด อย่างต่อเนื่อง เพื่อกำหนดแนวทางการส่งมอบพื้นที่โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ในส่วนของท่าเทียบเรือ F และระบบสาธารณูปโภคที่ใช้ร่วมกัน โดยบริษัท จีพีซีฯ ได้ชี้แจงข้อมูล ข้อเสนอทางเทคนิค ประมาณการด้านราคา และผลกระทบที่เกี่ยวข้อง 


 

ว่าที่ร้อยตรีรัฐกร กล่าวต่อว่า กทท. ได้รวบรวมข้อมูลและข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย พร้อมประสานผู้รับจ้างออกแบบเพื่อขอข้อมูลเชิงวิศวกรรมเพิ่มเติมสำหรับใช้ประกอบการพิจารณาในประเด็นพื้นที่ F1 และ F2 โดยเฉพาะข้อกำหนดด้านคุณภาพงานถมทะเลตามสัญญา รวมถึงเตรียมขอความเห็นทางวิชาการจากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาก่อนกำหนดแนวทางดำเนินการในขั้นตอนต่อไป

เร่งรัดพิจารณาส่งมอบพื้นที่ ไม่ให้กระทบภาพรวม

ทั้งนี้ กทท. อยู่ระหว่างเร่งรัดการพิจารณาเพื่อให้การส่งมอบพื้นที่ได้ข้อยุติโดยเร็วและไม่ส่งผลกระทบต่อแผนการดำเนินโครงการในภาพรวม โดยจะนำความเห็น ข้อเสนอแนะ และข้อมูลทางวิชาการจาก วสท. มาใช้ประกอบการพิจารณาร่วมกับข้อมูลด้านเทคนิคและข้อเท็จจริงที่ได้รับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนนำไปหารือร่วมกับบริษัท จีพีซีฯ อีกครั้ง เพื่อกำหนดแนวทางที่เหมาะสมและสามารถปฏิบัติได้จริง 

สำหรับประเด็นข้อเรียกร้องของคู่สัญญาอยู่ระหว่างการพิจารณาของฝ่ายกฎหมาย กทท. ท่าเรือแหลมฉบัง และที่ปรึกษากฎหมาย เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างครบถ้วน โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย  คาดว่าการเปิดให้บริการท่าเทียบเรือ F1 จะอยู่ภายในปี 2574

 

พื้นที่ในบริเวณท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี
 
ส่วนมาตรการเร่งรัดปี 2569 เพื่อยกระดับมาตรฐานท่าเรือแหลมฉบัง โดยให้ กทท. บริหารพื้นที่ Buffer Zone กว่า 127 ไร่ เป็นลานพักรถบรรทุกก่อนเข้าสู่ท่าเทียบเรือ เพื่อลดแถวคอยบนถนนสายหลัก กำชับท่าเทียบเรือคู่สัญญารักษามาตรฐานการระบายรถผ่าน Sub Gate ไม่น้อยกว่า 50 คันต่อชั่วโมง และใช้พื้นที่ SRTO รองรับตู้สินค้าขาออก เพื่อลดความแออัดในลานเอกชน

นอกจากนี้ให้คณะทำงานแก้ไขปัญหาจราจรบูรณาการเจ้าหน้าที่ ผู้ประกอบการ กรมศุลกากร ทล. ทช. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และตำรวจ ตลอด 24 ชั่วโมง ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาบริหารจราจรและคิวรถอย่างเป็นระบบ 

เร่งจัดทำ Master Plan พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

ขณะที่ในระยะยาวให้เร่งจัดทำ Master Plan พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ปรับโครงสร้างอัตราค่าภาระ ลดตู้สินค้าคงค้าง เร่งรัดโครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 เพิ่มสัดส่วนขนส่งทางรางระหว่างไอซีดีลาดกระบัง–ท่าเรือแหลมฉบังให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 50 และส่งเสริมการขนส่งทางน้ำภายในประเทศ เพื่อลดความแออัดการจราจร 

ทั้งนี้มาตรการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการขนส่ง สนับสนุนบทบาทท่าเรือแหลมฉบังในฐานะประตูการค้าหลักของประเทศและเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานกับระบบโลจิสติกส์ไทยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รองรับการค้า การลงทุน และการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว