แหลมฉบัง เฟส 3 ส่อเลื่อนเปิดปี 73 กทท. เจอพิษเทคนิคถมทะเลทับซ้อน 2 สัญญา

22 ม.ค. 2569 | 07:14 น.
อัปเดตล่าสุด :22 ม.ค. 2569 | 07:22 น.

กทท. ยอมรับส่งมอบพื้นที่ ‘ท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3’ ให้ GPC ไม่ทันปลายปี 68 หลังปมตีความสัญญาถมทะเลเทคนิคไม่ตรงกัน ส่อฉุดไทม์ไลน์เปิดบริการท่าเรือ F1 ดีเลย์ยาวไปปี 73

KEY

POINTS

  • โครงการท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 มีแนวโน้มเลื่อนเปิดให้บริการเป็นปี 2573 จากเดิมปี 2571 เนื่องจากปัญหาทางเทคนิคในการถมทะเล
  • สาเหตุเกิดจากการตีความข้อกำหนดในสัญญา 2 ฉบับไม่ตรงกัน ระหว่างสัญญาจ้างถมทะเลที่ระบุเรื่องการทรุดตัว และสัญญาร่วมลงทุนกับเอกชนที่กำหนดเรื่องความหนาแน่นของวัสดุ
  • การท่าเรือฯ (กทท.) ยังไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ให้เอกชนคู่สัญญาได้ตามกำหนด และการแก้ไขปัญหาต้องรอการแต่งตั้งคณะกรรมการ (บอร์ด) กทท. ชุดใหม่เพื่อพิจารณาแนวทาง

นายเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดเผยถึง ความคืบหน้าโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 (เฟส 3) มูลค่า 84,361 ล้านบาท โดยมีคู่สัญญาระหว่างการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) กับ บริษัท จีพีซี อินเตอร์เนชั่นแนล เทอร์มินอล (GPC) ซึ่งมีการลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2564 ว่า

ขณะนี้งานจ้างส่วนที่ 1 ก่อสร้างงานถมทะเลและชายฝั่ง วงเงิน 21,320 ล้านบาท คืบหน้ากว่า 90% โดยมีกิจการร่วมค้าซีเอ็นเอ็นซี (CNNC) ประกอบด้วย บริษัท เอ็น.ที.แอล.มารีน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ บมจ.พริมามารีน บริษัท นทลิน จำกัด และ บริษัท จงก่าง คอนสตรั๊คชั่น กรุ๊ป จำกัด (ประเทศจีน) เป็นผู้รับเหมา ซึ่งมีแผนส่งมอบงานให้ กทท.กลางเดือนกรกฎาคมนี้ 

ด้านงานจ้างส่วนที่ 2 งานระบบถนน งานอาคาร งานระบบสาธารณูปโภค งานท่าเทียบเรือชายฝั่ง และงานท่าเทียบเรือบริการ รวมถึงการวางระบบการเชื่อมโยงเครือข่ายการขนส่งสินค้าภายในประเทศ เพื่อรองรับการสร้างรางรถไฟเข้าไปถึงบริเวณหลังท่าเทียบเรือ วงเงิน 7,298 ล้านบาท คืบหน้าราว 11% โดยมีบริษัท ซีเอชอีซี (ไทย) จำกัด กลุ่มบริษัท ไชน่า ฮาร์เบอร์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด เป็นผู้รับเหมา

“ปัจจุบันกทท.ยอมรับว่ายังไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ให้ GPC ซึ่งเป็นเอกชนคู่สัญญาร่วมลงทุนในโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ส่วนของท่าเรือ F1 และ F2 จากเดิมกำหนดจะส่งมอบพื้นที่ในปลายปี 2568 เนื่องจากขณะนี้จากการตรวจสอบพบการตีความในสัญญาด้านเทคนิคของการถมทะเลที่กำหนดในสัญญาแตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องมีการร่วมตรวจสอบเทคนิคของงานถมทะเลเพิ่มเติม” นายเกรียงไกร กล่าว 

ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบปัญหาทางเทคนิคดังกล่าว พบว่า การตีความระหว่าง 2 สัญญาไม่ตรงกัน โดยสัญญาที่ กทท.จ้างกิจการร่วมค้า CNNC ถมทะเล ระบุไว้ในสัญญาว่าการถมทะเล หากมีการทรุดตัวในระยะเวลา 30 ปี ต้องไม่เกิน 20 เซนติเมตร

ส่วนสัญญาร่วมลงทุนระหว่าง กทท.กับ GPC กำหนดเรื่องความหนาแน่นของวัสดุ อาทิ ทราย ต้องอัดแน่นและแข็งแรง ทำให้ ต้องมีการร่วมตรวจสอบงานถมทะเลและเจรจารายละเอียดร่วมกัน ระหว่าง กทท. GPC และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก  (สกพอ.) เพื่อหาข้อสรุปต่อไป

“กทท.ได้หารือกับ GPC ซึ่งเรื่องการตีความในสัญญานี้แล้ว เบื้องต้นหากจำเป็นต้องเพิ่มความแข็งแรง ต้องตอกเสาเข็มเพิ่มเติม เพื่อเป็นการคำนึงถึงการรองรับเหตุแผ่นดินไหวด้วย แต่จำเป็นต้องนำเรื่องเสนอเข้าคณะกรรมการ (บอร์ด) กทท.พิจารณา แต่ปัจจุบัน กทท.ยังไม่มีการแต่งตั้งบอร์ด เพราะต้องรอรัฐบาลใหม่เข้าดำเนินการ” นายเกรียงไกร กล่าว  

อย่างไรก็ดีหากบอร์ด กทท.พิจารณาแล้ว สามารถใช้งบประมาณในการเพิ่มความแข็งแรงของงานถมทะเลได้ก็สามารถตอกเสาเข็มเพิ่มเติมได้ ซึ่งจะต้องเจรจาบริหารสัญญาระหว่าง กทท. GPC และคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) 

ทั้งนี้หากไม่สามารถบริหารสัญญาและนำงบประมาณไปใช้เพื่อเพิ่มงานส่วนนี้ได้ ก็จำเป็นต้องเสนอต่อ กพอ. และคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนต่อไป โดยแนวทางแก้ไขสัญญานั้น กทท.มองว่าเป็นแนวทางที่ต้องใช้เวลาและอาจกระทบแผนดำเนินงานมากกว่า

จากการประเมินสถานการณ์เบื้องต้น จำเป็นต้องรอการพิจารณาด้านเทคนิคร่วมกับระหว่าง กทท. และ GPC รวมไปถึงรอการแต่งตั้งบอร์ด กทท.ชุดใหม่เพื่อพิจารณาแนวทาง

อย่างไรก็ดีปัญหานี้อาจกระทบแผนส่งมอบพื้นที่ให้ GPC เริ่มสัญญาก่อสร้างงานส่วนของเอกชน และอาจจะกระทบถึงการเปิดให้บริการท่าเรือแหลมฉบัง 3 ส่วนของท่าเรือ F1 จากเดิมมีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2571 จะขยับไปเปิดพร้อมกับท่าเรือ F2 ในปี 2573