thansettakij
thansettakij
ดร.สามารถ ฟาดรัฐทุ่ม 1.4 แสนล้านซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า ใครได้ประโยชน์

ดร.สามารถ ฟาดรัฐทุ่ม 1.4 แสนล้านซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า ใครได้ประโยชน์

05 พ.ค. 69 | 03:55 น.
อัปเดตล่าสุด :05 พ.ค. 69 | 04:19 น.

ดร.สามารถ จี้รัฐบาลจ่อทุ่มงบ1.4 แสนล้านบาท ‘ซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า’ รถไฟฟ้า 4 สายหลัก หวังทวงคืนสิทธิบริหารจัดการให้กลับมาอยู่ภายใต้ รฟม. ปลดล็อกนโยบายค่าโดยสารราคาถูก

KEY

POINTS

  • รัฐบาลมีแนวคิดทุ่มงบ 1.4 แสนล้านบาทเพื่อซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า 4 สาย (สีเขียว, น้ำเงิน, เหลือง, ชมพู) โดยมีเป้าหมายเพื่อลดค่าโดยสาร
  • ดร.สามารถ ชี้ว่าเอกชนผู้รับสัมปทานเป็นฝ่ายที่ได้ประโยชน์สูงสุด เพราะไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงเรื่องจำนวนผู้โดยสาร และยังมีโอกาสได้รับจ้างเดินรถต่อ
  • ตั้งคำถามถึงความเสี่ยงที่รัฐจะต้องแบกรับทั้งหมด หากรายได้จากค่าโดยสารหลังปรับลดราคาไม่เพียงพอ อาจต้องใช้งบประมาณของประเทศมาชดเชยในระยะยาว

ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ออกมาโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่าถึงภาครัฐจะซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าจากเอกชนผู้รับสัมปทานด้วยวงเงินสูงถึง 1.4 แสนล้านบาท เพื่อเปิดทางให้ลดค่าโดยสารรถไฟฟ้า และให้รถไฟฟ้าทุกสายทุกสีอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) คำถามสำคัญคือการตัดสินใจครั้งนี้ ใครได้และใครเสียกันแน่

ทั้งนี้ตามข่าวที่ออกมารัฐมีแนวคิดซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าสายที่เอกชนเป็นผู้ลงทุนหรือร่วมลงทุน และเป็นผู้เก็บรายได้เอง พร้อมรับความเสี่ยงเองทั้งหมด มีทั้งหมด 4 สาย ประกอบด้วยสายสีเขียว (ช่วงหมอชิต-เอกมัย และช่วงสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน) สายสีน้ำเงิน สายสีเหลือง และสายสีชมพู ด้วยราคาสูงถึง 1.4 แสนล้านบาท แล้วจะจ้างให้เอกชนผู้รับสัมปทานรายเดิมเดินรถพร้อมทั้งซ่อมบำรุงรักษา (Operation and Maintenance หรือ O&M) 

อย่างไรก็ดีหลังจากซื้อคืนสัมปทานแล้ว รูปแบบการลงทุนจะเปลี่ยนไป จากเดิมที่รัฐลงทุนเป็นบางส่วนเป็นรัฐลงทุนเองทั้งหมด แล้วจ้างให้เอกชนเดินรถ แต่รัฐเก็บรายได้ทั้งหมด พร้อมกับรับความเสี่ยงเองทั้งหมด เช่นเดียวกับรูปแบบการลงทุนรถไฟฟ้าสายสีม่วง และสายสีแดงในปัจจุบัน


 

ดร.สามารถ กล่าวต่อว่า จนถึงตอนนี้รัฐยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดการคำนวณ แต่โดยทั่วไปการซื้อคืนสัมปทานมักประเมินจากมูลค่าสินทรัพย์ เช่น ราง รถไฟฟ้า ระบบอาณัติสัญญาณ ระบบตั๋ว หรือรายได้อื่น เช่น ค่าโฆษณา ค่าเช่าพื้นที่ และกำไรที่คาดว่าเอกชนจะได้รับตลอดอายุสัญญาที่ยังเหลืออยู่ หากรัฐไม่ซื้อคืนสัมปทาน

ขณะเดียวกันฝ่ายที่เห็นประโยชน์ชัดที่สุดคือ เอกชนผู้รับสัมปทาน เพราะเมื่อขายคืนสัมปทานแล้ว เอกชนจะไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงเรื่องจำนวนผู้โดยสารอีกต่อไป โดยเฉพาะสายที่มีผู้โดยสารต่ำกว่าที่คาดไว้ ขณะเดียวกัน ยังมีโอกาสได้รับสัญญาจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงต่อ ทำให้มีรายได้ที่แน่นอนทุกปี

“คำถามสำคัญอยู่ที่ว่าหลังลดค่าโดยสารแล้ว ผู้โดยสารจะเพิ่มขึ้นมากพอหรือไม่ หากจำนวนผู้โดยสารเพิ่มไม่มาก รายได้จากค่าโดยสารอาจไม่พอสำหรับค่าซื้อคืนสัมปทาน และค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุง สุดท้ายรัฐอาจต้องนำงบประมาณมาชดเชยส่วนต่างต่อเนื่องในระยะยาว” ดร.สามารถ กล่าว
 
 

นอกจากนี้ยังมีคำถามเรื่องความสามารถในการบริหาร รฟม.จะสามารถดูแลรถไฟฟ้าทุกสายทุกสีให้มีประสิทธิภาพ และเพิ่มจำนวนผู้โดยสารได้จริงหรือไม่ ที่ผ่านมา รฟม.เคยบริหารเองจริงๆ เพียงสายเดียว คือรถไฟฟ้าสายม่วงเหนือ (ช่วงคลองบางไผ่-เตาปูน) แม้ปัจจุบันจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้น แต่ปัจจัยสำคัญก็มาจากการลดค่าโดยสาร ไม่ได้เกิดจากมาตรการเชิงรุกอื่นๆ ในการดึงผู้โดยสาร

 

ดร.สามารถ ฟาดรัฐทุ่ม 1.4 แสนล้านซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า ใครได้ประโยชน์

ส่วนรถไฟฟ้าสายอื่นในสังกัดของ รฟม. ไม่ว่าจะเป็นสายสีน้ำเงิน สีเหลือง และสีชมพู ล้วนเป็นการบริหารโดยเอกชนผู้รับสัมปทานทั้งสิ้น

ทั้งนี้รัฐควรพิจารณาเปรียบเทียบกรณีซื้อคืนและไม่ซื้อคืน ว่าทางเลือกใดจะใช้เงินน้อยกว่าและไม่ต้องแบกรับความเสี่ยง กล่าวคือกรณีซื้อคืน รัฐจะต้องจ่ายเงินเป็นรายปีคิดเป็นมูลค่าปัจจุบันได้ 1.4 แสนล้านบาท เมื่อรวมดอกเบี้ยจะต้องจ่ายเงินสูงกว่า 1.4 แสนล้านบาท เปรียบเทียบกับกรณีไม่ซื้อคืน ซึ่งรัฐจะต้องชดเชยรายได้ให้เอกชนหลังจากลดค่าโดยสาร 

“ถ้าซื้อคืน รัฐจะต้องจ่ายเงินค่าซื้อคืนเป็นรายปี จ่ายค่าจ้างเดินรถ และแบกรับความเสี่ยงเองทั้งหมด ถ้าไม่ซื้อคืน รัฐจะต้องจ่ายเงินชดเชยตลอดระยะเวลาที่ลดค่าโดยสาร ไม่ต้องจ่ายค่าจ้างเดินรถ และไม่ต้องแบกรับความเสี่ยง” ดร.สามารถ กล่าว