thansettakij
thansettakij
‘สรรเพชญ’ สั่งกทท. สางปัญหาแหลมฉบัง เฟส 3 หลังเอกชนเรียกค่าเสียหาย 4 พันล้าน

‘สรรเพชญ’ สั่งกทท. สางปัญหาแหลมฉบัง เฟส 3 หลังเอกชนเรียกค่าเสียหาย 4 พันล้าน

‘สรรเพชญ ’ สั่งกทท. เร่งถก แก้ปัญหา ‘แหลมฉบัง เฟส 3’ หลังติดหล่มงานถมทะเล 2 สัญญาไม่ตรงกัน กระทบแผนส่งมอบพื้นที่ดีเลย์ 6 เดือน ฟาก GPC ยื่นเรียกค่าเสียหาย 4 พันล้านบาท วอนขยายเวลาก่อสร้างเพิ่ม 2 ปี ลุ้นเปิดใช้บริการทันปี 74

KEY

POINTS

  • นายสรรเพชญ บุญญามณี รมว.คมนาคม สั่งการให้การท่าเรือฯ (กทท.) เร่งแก้ไขปัญหาโครงการท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 ที่ล่าช้า
  • ปัญหาเกิดจากข้อกำหนดทางเทคนิคเรื่องการถมทะเลในสัญญาสัมปทานและสัญญาจ้างงานโยธาไม่ตรงกัน ทำให้เอกชนผู้รับสัมปทานเรียกค่าเสียหายประมาณ 4,000 ล้านบาท
  • มีการตั้งคณะกรรมการ 3 ฝ่าย ประกอบด้วย กทท., เอกชน และวิศวกรรมสถานฯ เพื่อเจรจาหาข้อสรุปให้ได้ภายใน 60 วัน

นายสรรเพชญ บุญญามณี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า สำหรับการมอบนโยบายการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เบื้องต้นได้สั่งเร่งแก้ไขปัญหาข้อกำหนดทางเทคนิคที่คลาดเคลื่อนในโครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 มูลค่า 84,361 ล้านบาท  โดยเฉพาะงานถมทะเลท่าเรือ F1 เนื่องจากติดปัญหารายละเอียดในสัญญาสัมปทานและสัญญาจ้างเอกชนก่อสร้างงานโยธาไม่ตรงกัน ส่งผลให้ไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ได้ 

ขณะเดียวกันได้สั่งการให้ กทท.แต่งตั้งคณะกรรมการ 3 ฝ่าย ประกอบด้วย กทท. ,เอกชนผู้รับสัมปทาน และวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) เพื่อเจรจาแก้ไขปัญหาท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 โดยตั้งเป้าให้ได้ข้อสรุปเรื่องนี้เร็วที่สุดภายใน 60 วัน หรือ  2 เดือน เพื่อให้โครงการสามารถเปิดดำเนินการได้ตามแผนงานในปี 2574 

“เราไม่กังวลเรื่องการเจรจา เพราะเน้นย้ำว่าทุกขั้นตอนต้องมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เราไม่ได้โทษใครคนใดคนหนึ่ง แต่เรามาเพื่อหาทางออกเรื่องนี้ โดยยึดประโยชน์ของรัฐให้มากที่สุด” นายสรรเพชญ กล่าว 

 

นายสรรเพชร กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาได้รับรายงานจาก กทท. ว่า เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 บริษัทจีพีซีฯ ได้ยื่นหนังสือถึง กทท. เพื่อเรียกร้องค่าชดเชยรวมมูลค่าประมาณ 4,000 ล้านบาท ประกอบด้วย ค่าเสียโอกาสและผลตอบแทนที่ลดลง (NPV) เนื่องจากความล่าช้าของโครงการท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 ทำให้ขาดรายได้ และค่าใช้จ่ายในการลงทุนเพิ่มเติม หากในกรณีที่เอกชนต้องเป็นผู้ลงทุนก่อสร้างงานโยธา เพื่อเสริมความแข็งแรงของพื้นที่ (การตอกเสาเข็ม) ให้ได้มาตรฐานตามที่ต้องการ

ส่วนการขยายระยะเวลาสัญญาของโครงการท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 โดยเอกชนได้ระบุถึงการเจรจาขอขยายระยะเวลาก่อสร้างจาก 2 ปี เป็น 4 ปี เพื่อให้เอกชนมีระยะเวลาบริหารจัดการโครงการ 33 ปีเท่าเดิมตามอายุสัมปทานรวม 35 ปี

 

นายสรรเพชญ บุญญามณี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

ว่าที่ร้อยตรีรัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการฯ สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการ การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) กล่าวว่า  สำหรับปัญหาสัญญาที่ไม่ตรงกัน ทำให้ส่งมอบพื้นที่ล่าช้า คือ ข้อกำหนดทางเทคนิค (Technical Specifications) ในงานถมทะเลใต้ระดับน้ำของท่าเรือ F ที่มีความแตกต่างกันระหว่าง 2 สัญญาหลัก 
 

ว่าที่ร้อยตรีรัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการฯ สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการ การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) กล่าวว่า  สำหรับปัญหาสัญญาที่ไม่ตรงกัน ทำให้ส่งมอบพื้นที่ล่าช้า คือ ข้อกำหนดทางเทคนิค (Technical Specifications) ในงานถมทะเลใต้ระดับน้ำของท่าเรือ F ที่มีความแตกต่างกันระหว่าง 2 สัญญาหลัก 

ทั้งนี้ในสัญญาแรกเป็นสัญญาโครงการร่วมทุนกับเอกชน โดยมีคู่สัญญาระหว่างการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) กับ บริษัท จีพีซี อินเตอร์เนชั่นแนล เทอร์มินอล (GPC) ซึ่งมีการลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2564 โดยการส่งมอบพื้นที่ตามสัญญากำหนดค่าความหนาแน่นสัมพัทธ์ (Relative Density) ต้องไม่น้อยกว่า 75% 

ด้านสัญญาที่สองเป็นสัญญาก่อสร้างงานโยธาในโครงการฯ โดยมีกิจการร่วมค้าซีเอ็นเอ็นซี (CNNC) ประกอบด้วย บริษัท เอ็น.ที.แอล.มารีน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ บมจ.พริมามารีน บริษัท นทลิน จำกัด และ บริษัท จงก่าง คอนสตรั๊คชั่น กรุ๊ป จำกัด (ประเทศจีน) เป็นผู้รับเหมา ซึ่งตามสัญญากำหนดตามมาตรฐาน Engineering Performance โดยมีข้อกำหนดการถมทะเลที่มุ่งเน้นเรื่องการทรุดตัวของดินต้องไม่เกิน 20 เซนติเมตร (ซม.) ภายในระยะเวลา 30 ปี

ว่าที่ร้อยตรีรัฐกร กล่าวต่อว่า จากความคลาดเคลื่อนตามสัญญาดังกล่าว ทำให้ผลลัพธ์ของงานไม่เป็นไปตามความต้องการของเอกชนผู้รับสัมปทาน หรือบริษัทจีพีซีฯ ทำให้ไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ได้ตามกำหนดเดิมที่จะส่งมอบเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 แต่มีการเลื่อนส่งมอบพื้นที่ล่าช้ากว่า 6 เดือน เนื่องจากกทท.ส่งมอบพื้นที่ไม่ทันจึงมีการขยายสัญญาออกไป เป็นเหตุให้มีการขยายสัญญาใหม่ที่กำหนดส่งมอบพื้นที่ในเดือนมิถุนายนนี้หรือกลางปีนี้  

ทั้งนี้จากประเด็นปัญหาการถมทะเลนั้น เบื้องต้น กทท.ได้ปรึกษากับวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ (วสท.) และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้แทนการตอกเสาเข็มแบบเดิม โดยใช้เทคโนโลยีการใช้เข็มสั้นลงไปในชั้นดินและส่งแรงสั่นสะเทือนเพื่อให้ดินแน่นตัวขึ้น คาดว่าจะช่วยลดงบประมาณในการปรับปรุงพื้นที่จากเดิมที่ประเมินไว้ 2,000 ล้านบาท เหลือเพียง 1,000 ล้านบาท 

สำหรับโครงการท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 ขณะนี้ภาพรวมความคืบหน้ากำหนดเวลาของสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง ส่วนที่ 1 งานก่อสร้างทางทะเล ประกอบด้วย งานขุดลอกและถมทะเล งานขนย้ายดินเลน งานคันหินล้อมพื้นที่ถมทะเล งานเขื่อนกันคลื่น งานเครื่องหมายช่วยการเดินเรือ และงานก่อสร้างประตูระบายน้ำ โดยผู้รับจ้างกิจการร่วมค้า CNNC ดำเนินการถมทะเล F แล้วเสร็จ และส่งมอบพื้นที่ให้ กทท. แล้ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างการแก้ไขปัญหาทางเทคนิคเพื่อให้สามารถส่งมอบพื้นที่ท่าเทียบเรือ F ให้แก่บริษัท จีพีซีฯ 

 

ท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3

ขณะเดียวกันส่วนที่ 3 งานก่อสร้างระบบรถไฟประกอบด้วย งานก่อสร้างระบบรถไฟทางคู่ใหม่ จำนวน 2 ทาง โดยมีจุดเริ่มต้นบริเวณก่อนถึงย่านรถไฟ SRTO ไปยังพื้นที่หลังท่าเรือขนส่งตู้สินค้าชุด F และท่าเรือขนส่งตู้สินค้าชุด E และส่วนที่ 4 งานจัดหาและติดตั้งเครื่องจักรอุปกรณ์สำหรับขนย้ายสินค้า พร้อมออกแบบและติดตั้งระบบเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับบริหารท่าเรือและระบบโครงสร้างพื้นฐานกลาง 

อย่างไรก็ดีปัจจุบันงานทั้ง 2 ส่วนนี้อยู่ระหว่างจัดทำเอกสารการประกาศประกวดราคา (ทีโออาร์) โดยเป็นการแยกสัญญา แต่จะเปิดประมูลพร้อมกัน คาดว่าจะเปิดประมูลได้ตัวผู้รับจ้างภายในปลายปี 2569 ก่อนดำเนินการก่อสร้างต่อไป