
'สิริพงศ์' สั่ง ขสมก. ล้างหนี้ 1.5 แสนล้าน เปลี่ยนรถเมล์อีวี-NGV
'สิริพงศ์' มอบนโยบาย ขสมก. ลุยเช่ารถเมล์อีวี-NGV รับแผนฟื้นฟูกิจการ มุ่งลดรายจ่าย-เพิ่มรายได้เชิงพาณิชย์ เตรียมปูพรมติดตั้งสถานีชาร์จ 12 อู่ รองรับรถเมล์ไฟฟ้าล็อตใหญ่ปี 70
KEY
POINTS
- รมช.คมนาคม สั่ง ขสมก. แก้ปัญหาหนี้สินสะสม 1.5 แสนล้านบาท โดยมีแนวทางหลักคือการเปลี่ยนมาใช้รถเมล์ไฟฟ้า (EV) เพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่ายลง 40-50%
- ขสมก. มีแผนทยอยปลดระวางรถเมล์ NGV และดีเซลเก่า เพื่อจัดหารถเมล์ EV ใหม่มาให้บริการ โดยคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติโครงการเช่ารถ EV จำนวน 800 คันแล้ว
- นอกจากการเปลี่ยนรถเมล์ ยังมีแผนปรับปรุงเส้นทางเดินรถให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้โดยสาร และเพิ่มรายได้จากพื้นที่เชิงพาณิชย์เพื่อแก้ปัญหาขาดทุน
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ขสมก.เป็นหน่วยงานหลักในการดูแลการขนส่งมวลชนของประชาชนในกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล
ทั้งนี้มีนโยบายผลักดันใช้รถโดยสารพลังงานสะอาด สอดรับกับขสมก. ที่มีแผนทยอยปลดระวางรถโดยสารเชื้อเพลิง NGV ที่มีอายุการใช้งานกว่า 20 ปี และมีต้นทุนค่าใช้จ่ายการซ่อมบำรุงประมาณ 2,000 บาทต่อคันต่อวัน
ดังนั้น ขสมก. จึงจัดทำแผนการจัดหารถเมล์ EV จำนวนประมาณ 700 คัน วงเงินประมาณ 7,100 ล้านบาท คาดว่า จะดำเนินการเร่งด่วนในปีงบประมาณ 2570-2571 เพื่อมาทดแทนรถเมล์ NGV เนื่องจากในปัจจุบันต้นทุนการเดินรถ NGV ต่อกิโลเมตร (กม.) ถูกกว่ารถเมล์ใช้น้ำมันดีเซล กม. ละ 1 บาทเท่านั้น
ส่วนรถโดยสารเก่าที่ปลดระวาง จะมีการคัดแยกตามสภาพ หากยังสามารถใช้งานได้จะเปิดโอกาสให้หน่วยงานรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำไปใช้บริการประชาชน ส่วนที่ไม่สามารถใช้งานได้จะจำหน่ายเป็นซากหรือดำเนินการตามระเบียบต่อไป
ทั้งนี้เมื่อวานนี้ (28 เม.ย. 2569) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามที่ ขสมก. ได้เสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 จำนวน 1 โครงการนั้น คือ โครงการเช่ารถเมล์ EV จำนวน 800 คัน วงเงินรวมทั้งสิ้น 8,139.9162 ล้านบาท เพื่อนำมาวิ่งให้บริการทดแทนรถเมล์เดิม (รถเมล์ปรับอากาศเชื้อเพลิงน้ำมันดีเซล) ที่ชำรุดทรุดโทรมและมีอายุการใช้งานมานานกว่า 30 ปี
สำหรับการจัดหารถโดยวิธีการเช่า รวมค่าซ่อมแซม บำรุงรักษา พร้อมระบบอัดประจุไฟฟ้า โดยยืนยันว่า รถที่จัดหาจะต้องเป็นรถใหม่เท่านั้น ส่วนกรณีที่บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด เสนอให้เช่ารถจำนวน 800 คันนั้น ไม่สามารถใช้วิธีนี้ได้ ต้องเปิดการแข่งขันตามระเบียบพัสดุ
ขณะที่แผนฟื้นฟูองค์กร ปัจจุบัน ขสมก.มีภาระหนี้สะสมประมาณ 150,000 ล้านบาท หรือขาดทุนต่อปีประมาณ 8,000 ล้านบาท จึงได้มอบแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้สะสมที่สะสมมาหลายปี ได้แก่ การลดรายจ่ายผ่านการเปลี่ยนมาใช้รถเมล์ EV ที่คาดว่าจะช่วยลดต้นทุนรายจ่ายลงได้ประมาณ 40-50%
นายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการ ขสมก. กล่าวว่า ขสมก. เตรียมจัดซื้อจัดจ้างโครงการพัฒนาและติดตั้งสถานีชาร์จรถเมล์ EV ที่ได้ออกแบบเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อรองรับการรับมอบรถเมล์ไฟฟ้า 1,520 คัน ซึ่งมีกำหนดทยอยส่งมอบภายใน มี.ค. 2570
ขณะเดียวกันเบื้องต้นจะพัฒนา 12 อู่ แบ่งเป็นพื้นที่ของ ขสมก. และพื้นที่ของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ อาทิ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.), การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.), การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.), การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.)
เช่นเดียวกับการเพิ่มรายได้จากการใช้ประโยชน์พื้นที่เชิงพาณิชย์ รวมถึงการขายสื่อโฆษณา และการสร้างความเชื่อมั่นด้านบริการเพื่อเพิ่มจำนวนผู้โดยสาร คาดว่าจะเริ่มเห็นผลการดำเนินงานขาดทุนลดลงในปี 2570
นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ในปัจจุบันมีผู้ใช้บริการเฉลี่ยวันละประมาณ 500,000 คน แต่ที่ผ่านมา ขสมก. ประสบปัญหาการขาดทุนสะสมมาอย่างต่อเนื่อง จากข้อจำกัดด้านการควบคุมอัตราค่าโดยสาร ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเมือง พฤติกรรมผู้โดยสาร และความนิยมของเส้นทางที่เปลี่ยนไป
ทั้งนี้จึงมีแนวทางสำคัญในการแก้ปัญหา คือ การปรับปรุงเส้นทางเดินรถใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการในการใช้บริการของประชาชนมากขึ้น ซึ่งปัจจุบัน ขสมก. ได้รับสัมปทานการเดินรถจากกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) จำนวน 107 เส้นทาง จากทั้งหมด 269 เส้นทาง และวิ่งให้บริการในเส้นทางชั่วคราว จำนวน 16 เส้นทาง แต่พบว่า ในบางเส้นทางมีผู้ใช้บริการหนาแน่น
ขณะที่บางเส้นทางมีผู้ใช้บริการน้อย จึงจำเป็นต้องปรับเส้นทางใหม่ให้เหมาะสม
อย่างไรก็ดีหลังจากนี้ ขสมก. จะต้องไปหารือร่วมกับ ขบ. ถึงแนวทางการรีรูทเส้นทางใหม่ดังกล่าว พร้อมทั้งพิจารณาฐานข้อมูลของประชาชน, คาดการณ์จำนวนผู้โดยสาร, จุดชาร์จรถโดยสารไฟฟ้า (EV) ที่จะให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน (PPP) รวมถึงเชื่อมต่อล้อ-ราง-เรือ เพื่อให้สอดคล้องกับแผนการเช่ารถเมล์อีวี คาดว่าจะได้ข้อสรุปแนวทางที่ชัดเจนภายใน 2 เดือน






